ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2560 23:22
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847430

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. น.ส.กมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บไซต์สื่อกลางด้านการค้นหาอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่อยู่ระหว่างพิจารณาจะซื้อและผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวม 661 คน ผ่านทางแบบสำรวจออนไลน์ พบว่า 47% ของผู้ตอบแบบสำรวจ รู้สึกว่านโยบายหรือมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลในปี 59 ยังมีประโยชน์ไม่มากพอ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ ที่มีเพียง 24% ที่รู้สึกรัฐบาลให้การสนับสนุนไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ 36% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เผยราคาขายของอสังหาริมทรัพย์คืออุปสรรคหรือปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการซื้ออสังหาฯ ในไทยปัจจุบัน ตามมาด้วย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการปล่อยวงเงินกู้ของสถาบันการเงินที่ลดน้อยลง ในทางสอดคล้องกัน 52% ของผู้ตอบแบบสำรวจ หรือเกินครึ่ง เห็นว่าอสังหาฯ มีราคาแพงหรือสูงจนเกินไป ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาขายปรับสูงขึ้นไปมากเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ปี 2559-2562 และถึงแม้ว่าต้นทุนในการก่อสร้างหรือวัสดุก่อสร้างจะปรับขึ้นไม่มากนัก แต่เนื่องจากการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงทำให้ผู้พัฒนาโครงการมุ่งหาจุดขายให้กับโครงการ โดยการเลือกใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัย อาทิ ระบบจอดรถอัตโนมัติ และการร่วมมือกับสถาปนิกชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก เข้ามาช่วยเรื่องการออกแบบหรือการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าตกใจ กว่า 1 ใน 2 คิดเป็นจำนวน 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุไม่ได้รับประโยชน์ด้านนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐบาลในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ 11% ระบุไม่เข้าข่าย โดย 14% สนองต่อมาตรการการคลัง ในการลดค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนการโอน และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมร้อยละ 2 ของ ราคาประเมินทุนทรัพย์ในกรณีการโอน และร้อยละ 1 ของมูลค่าที่จำนอง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ในกรณีการจำนองฯ เหลือร้อยละ 0.01 (สิ้นสุด 28 เม.ย. 59), 8% ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้ที่จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นจำนวนร้อยละ 20 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์, 6% สินเชื่อบ้าน สำหรับผู้มีรายได้น้อย, และ 4% โครงการบ้านประชารัฐ
ขณะที่ 68% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เห็นว่ารัฐบาลควรควบคุมราคาอสังหาฯ เปิดขายใหม่ของผู้พัฒนาโครงการ และเพิ่มวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาล สำหรับผู้ที่ไม่เคยถือครองอสังหาฯ มาก่อน
“สภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ไม่เพียงแต่นโยบายสนับสนุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่นโยบายทางการเงินและการคลังที่หลายภาคส่วนก็อยู่ระหว่างการจับตา โดยเฉพาะการจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาค่อนข้างสูง นับว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ต้องใช้ระยะเวลา บริษัทฯ จึงยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้จะซื้อ อาทิ รีวิวโครงการใหม่ และทิปส์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ทุกการตัดสินใจครั้งสำคัญดำเนินไปด้วยความมั่นใจ และไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีส่วนสนับสนุนต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” น.ส.กมลภัทร กล่าว