ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.พ. 2560 16:24
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855102

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 60 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า บริษัท เอกซา ซีแลม จำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตฟันปลอมและงานทันตกรรมจัดฟัน ผลิตงานทันตกรรมครบวงจรมากกว่า 19 ปี มีพนักงานรวมทั่วประเทศกว่า 600 คน ให้บริการทั้งภายในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะ เจ้าพ่อโคลนนิ่งฟันปลอม
ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าว ได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคเหนือตอนบน 1 เชียงใหม่ เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับความรู้ของพนักงาน ให้มีความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต
นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ที่ กพร.ดำเนินการนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งเน้นเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการ Re-skill แรงงานไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง ได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ และองค์ความรู้ด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบให้กับพนักงาน ตามแนวทาง STEM Workforce ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการสูญเสียในวงจรการผลิตหรือบริการ เพื่อลดต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และนำไปเป็นต้นแบบในสายการผลิตอื่นต่อไปด้วยปัจจุบัน คณะที่ปรึกษาโครงการและผู้ควบคุมงานของโครงการเพิ่มผลิตภาพ ได้ให้คำปรึกษาแก่บริษัท และดำเนินการอยู่ในช่วงที่ 2 คือการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะให้กับพนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภาพ โดยให้แนวคิดการผลิตแบบ LEAN มาใช้ลดการสูญเสียของกระบวนการผลิต
นายอภิชัย มีเกียรติชัยกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกซา ซีแลม จำกัด กล่าวว่า นอกจากบริษัทฯ จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้ว ยังร่วมกันจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพ ‘สาขาช่างทันตกรรม ระดับ 1’ ด้วย ซึ่งในการจัดทำมาตรฐานดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน
นอกจากนี้ ยังนำไปใช้วัดระดับความรู้ความสามารถ ทักษะฝีมือ รวมถึงทัศนคติต่อการทำงานของพนักงาน หรือใช้ในการวางแผนการพัฒนาทักษะให้กับพนักงานให้สูงขึ้น หรือเลื่อนตำแหน่งงานให้กับพนักงาน ช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง อีกทั้งเป็นการเพิ่มคุณภาพของสินค้าและการบริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และที่สำคัญพนักงานเองก็จะได้ทราบระดับทักษะฝีมือและข้อบกพร่องของตนเอง และรับค่าจ้างค่าที่เป็นธรรมอีกด้วย.