ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/257272
การเมือง : 23 ม.ค. 2560
ปธ.กสม. แนะ กรธ.เพิ่มบทบัญญัติ ตามเงื่อนไข ICC
ประธานกสม. แจง 7 หลักการร่างกฎหมายลูก แนะ กรธ.ทบทวนเพิ่มบทบัญญัติ คุ้มครองการทำงานกสม. ตามเงื่อนไขไอซีซี
23 ม.ค.60 — นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีการวางหลักการสำคัญ 7 ประเด็น ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พ.ศ…นั้น ว่า หลักการที่ 1 เรื่องให้กสม.เป็นองค์กรอิสระนั้น เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว ส่วนหลักการที่ 2 เรื่องการสรรหากรรมการ กสม.ต้องมีความหลากหลายและสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน หรือหลักการปารีสนั้น ก็เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นกัน
“ในมาตรา 246 บัญญัติให้มีผู้แทนองค์กรเอกชนเข้าร่วมการสรรหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กสม.ได้เสนอรายละเอียดนี้ในร่าง พ.ร.ป.กสม. ที่ส่งไปก่อนวันที่ 7 ส.ค.59 โดยมีการตั้งตุ๊กตาให้ กรธ.ว่าควรจะมีองค์กรเอกชนลักษณะใดบ้างร่วมการสรรหา ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็น 1 ใน 3 เหตุผลที่คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ICC) นำมาพิจารณาลดเกรด กสม.ไทยจาก A เป็น B เมื่อต้นปี 59 หลักการที่ 3 เรื่อง หน้าที่ของ กสม.ด้านการพิทักษ์สิทธิแบบองค์รวมและเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในทุกพื้นที่ ไม่เลือกทำเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น หรือเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แม้เราจะอยากทำให้ได้ครบทุกเรื่อง แต่มีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร เพราะมีกรรมการ กสม. 7 คน มีเจ้าหน้าที่สำนักงานประมาณ 200 คน จึงอยากถามว่าจะทำได้ทุกเรื่องและทุกพื้นที่ได้หรือไม่ หากมีการเพิ่มคน เพิ่มเครื่องมือ เราก็ทำได้” นายวัส กล่าว
นายวัส กล่าวอีกว่า หลักการที่ 4 เรื่อง การสร้างความเข้าใจและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นแบบกัลยาณมิตรนั้น ตนเห็นด้วย และที่ผ่านมาเราก็ทำมาโดยตลอด เพื่อให้เป็น กสม.มิติใหม่ ที่จะเชิญหน่วยงานต่างๆมาพูดคุยให้ข้อมูล ไม่ใช่การเชิญมาแบบมาซักฟอก สอบสวน หรือถูกกล่าวหา โดยตนได้ทำเป็นแบบอย่างแล้ว ในการทำงานของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและสิทธิในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ หลักการที่ 5 เรื่องการยกมาตรฐานการทำงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่สากลและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศให้การยอมรับ เรื่องนี้เราก็ทำงานอยู่แล้ว ซึ่งตนไม่กังวลเรื่องขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่สากลเพราะยืนอยู่บนหลักการเดียวกัน แต่กังวลเรื่องเครือข่ายในประเทศมากกว่า เพราะจะต้องดูว่าองค์กรเหล่านี้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ถูกต้องก็ต้องปรับความเข้าใจ และการให้การยอมรับนั้นอยากถามว่าจะมีกติกาอะไรในการให้การยอมรับ
นายวัส กล่าวอีกว่า ส่วนหลักการที่ 6 เรื่องสำนักงานกสม.ต้องไม่ใช่หน่วยงานอิสระเพราะต้องทำงานสนับสนุนกรรมการกสม.ที่เป็นกรรมการอิสระนั้น ตนไม่เข้าใจว่าหมายความอย่างไร จึงไม่สามารถให้ความเห็นได้ และหลักการที่ 7 เรื่องสำนักงานและเลขาธิการ กสม.ต้องรับผิดชอบต่อการทำงานทั้งคณะ ไม่เฉพาะประธานกสม.เท่านั้น ปัจจุบันการทำงานของ กสม.ก็เป็นในรูปแบบองค์กรกลุ่ม โดยที่ประธาน กสม.ที่หน้าที่กำกับดูแล สำนักงาน โดยผ่านเลขาธิการฯที่เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักงานอยู่แล้ว ไม่มีกรรมการ กสม.คนใด กล้าที่จะเอาความเห็นของตนเองให้ กสม.ประทับตรา
ประธาน กสม.กล่าวด้วยว่า อยากให้ กรธ.ทบทวนเรื่องบทบัญญัติคุ้มครองการทำงาน กสม. ในกรณีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องชอบธรรมจะต้องได้รับความคุ้มครองทั้งทางแพ่งและอาญา เพราะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ ICC ลดเกรด กสม.ไทย ซึ่งที่ผ่านมา กสม.เคยเสนอให้บัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ กรธ.ไม่เห็นด้วย และมีการเสนอให้บัญญัติในร่างกฎหมายลูก แต่ก็ทราบมาว่ามีการตัดออกไป จึงอยากให้ กรธ.ทบทวนเรื่องนี้ เพราะหากไม่มีการบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายลูก โอกาสที่เราจะได้เลื่อนระดับจาก B เป็น A ก็จะกลายเป็นศูนย์ เพราะเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขที่ ICC กำหนดมา และเรื่องนี้ไม่ใช่เรามโนเขียนกฎหมายเอง แต่กฎหมายของหลายองค์กรก็มีการเขียนในลักษณะนี้เช่นกัน อาทิ พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์