“ป.ป.ช.” รู้ชื่อ-พฤติการณ์คนเอี่ยวสินบน “โรลส์-รอยซ์” แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/257842

โรลส์รอยซ์, คนเอี่ยว, รู้ชื่อ-พฤติการณ์, ป.ป.ช., รู้แล้ว, คมชัดลึก, ปปช, รู้, ชื่อ, พฤติการณ์, เอี่ยว, สินบน, โรลส์, รอยซ์, แล้ว, โรลส์-รอยซ์, เอสเอฟโอ, จีที200

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ม.ค. 2560

“ป.ป.ช.” รู้ชื่อ-พฤติการณ์คนเอี่ยวสินบน “โรลส์-รอยซ์” แล้ว

“ป.ป.ช.” แจง “เอสเอฟโอ” เป็นหน่วยหลัก สอบสินบน “โรลส์-รอยซ์” ห่วงโทษประหารทำชวดข้อมูล ซ้ำรอยคดี “จีที200” ย้ำ ไม่มีอำนาจรัฐแทรกแซง ชี้ ม.44 ก็ไม่จำเป็น

        เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะทำงานสอบสวนและรวบรวมข้อมูล กรณีสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ว่า จ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2534-2548 รวม 3 ครั้ง วงเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2543-2556 วงเงินประมาณ 385 ล้านบาท ว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานได้พูดคุยเบื้องต้นกับเอสเอฟโอ แล้ว โดยเอสเอฟโอตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมมีหน่วยงานจากประเทศไทยขอสำนวนสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก คณะทำงานจึงยืนยันว่า ขณะนี้มี ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ที่ขออาจเพื่อหาข้อมูลประกอบในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ดูรายละเอียดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เบื้องต้นท่าทีของเอสเอฟโอเป็นไปค่อนข้างดี และคณะทำงานเตรียมประชุมเพื่อหากำหนดกรอบคำถาม ก่อนจะประสานไปอีกครั้งหนึ่ง

นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า ข้อกังวลเบื้องต้นของเอสเอฟโอ ขณะนี้ นอกเหนือจากไม่มั่นใจว่ามีหน่วยงานไหนเป็นหลักในการตรวจสอบแล้ว ยังกังวลเกี่ยวกับบทลงโทษของประเทศไทยในคดีการติดสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149  ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เหมือนกับกรณีที่ ป.ป.ช.เคยขอข้อมูลคดี GT200 ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้เช่นกัน แต่คณะทำงาน และ ป.ป.ช. ยืนยันว่า โทษดังกล่าวไม่เคยนำมาใช้นานมากแล้ว และปัจจุบันคงไม่มีการนำมาใช้อีก

นายสรรเสริญ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ เอสเอฟโอ มองว่าประเทศไทยยังคงมีการใช้อำนาจภายในจากรัฐบาล จึงกังวลถึงกระบวนการดำเนินคดีในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการสร้างความเชื่อมั่นแก่เอสเอฟโอ และองค์กรระดับนานาชาติว่าจะไม่มีการใช้อำนาจภายในเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ และเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพื่อแก้ปัญหา เพราะ ป.ป.ช. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบเรื่องทุจริตอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า กรณีการจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534-2535 ปรากฏบันทึกของบอร์ดการบินไทย ที่อนุมัติให้จัดซื้อเครื่องบิน B777-200 รวม 8 ลำ พร้อมให้ซื้อเครื่องยนต์จากโรลส์-รอยซ์ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยนั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทราบจากข่าวแล้ว แต่กรณีนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า คดีเรียกรับสินบนมีอายุความ 20 ปี ซึ่งการจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534-2535 และช่วงที่สองปี 2535-2540 หมดอายุความไปแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นมาทำอะไรได้อีก และหากให้ คสช. ใช้อำนาจภายในเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ ต่อไปประเทศไทย รวมถึง ป.ป.ช. จะไม่น่าเชื่อถือต่อสายตานานาชาติอีก ดังนั้นจึงอาจให้หน่วยงานที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น การบินไทย ดำเนินการฟ้องทางแพ่งเพื่อเรียกความเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจร้องเรียนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดทรัพย์สินได้

เมื่อถามว่า กรณีการจ่ายสินบนช่วงที่ 3 เมื่อปี 2547-2548 คณะทำงานทราบชื่ออดีต รมช.คมนาคมที่มีพฤติการณ์นัดกินข้าวกับเจ้าหน้าที่การบินไทย และนายหน้า ตามสำนวนการสอบของเอสเอฟโอแล้วหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทราบพฤติการณ์ และทราบชื่อทั้ง รมว.คมนาคม และ รมช.คมนาคม รวมถึงเจ้าหน้าที่การบินไทยแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อเชื่อมโยงได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนอย่างไร ต้องรอให้ได้ความชัดเจนจากเอสเอฟโอก่อน จึงจะดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป

 

Leave a comment