“เรืองไกร”ร้องป.ป.ช.สอบบินไทยหาเครื่อง 90 ลำส่องาบสินบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/257858

เรืองไกร, เรือง, ไกร, ร้อง, ปปช, สอบ, บิน, ไทย, เครื่อง, ส่อ, งาบ, สินบน, ลำส่องาบสินบน, กมปปช

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ม.ค. 2560

“เรืองไกร”ร้องป.ป.ช.สอบบินไทยหาเครื่อง 90 ลำส่องาบสินบน

“เรืองไกร”ร้องป.ป.ช.สอบบินไทยหาเครื่อง 90 ลำส่องาบสินบน บี้ต่อสุเทพ“รับเงิน-นกหวีดทองคำ”ช่วงชุมนุมเข้าข่ายผิด ม.103 “กม.ป.ป.ช.”

         27 ม.ค. — นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักการข่าวและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีการทุจริตในการจัดซื้อและเช่าเครื่องบินและเครื่องยนต์ต่อเนื่องจากรณีที่ศาลต่างประเทศได้พบการทุจริตแล้วนั้น เชื่อว่าการจัดซื้อและเช่าเครื่องบินในปัจจุบันจะมีการทุจริตอย่างมโหฬารตามมาด้วย เพราะในความเป็นจริงยังมีการจัดซื้อหรือเช่าเครื่องบินและเครื่องยนต์ตามมาอีกจำนวนมากและมีมูลค่ามหาศาล จึงน่าเชื่อว่ายังมีกระบวนการทุจริตที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอยู่อีกมาก

         นายเรืองไกร กล่าวว่า มีข้อมูลปรากฏในเอกสารราชการคือ 1.ในหนังสือด่วนมากที่ คสช(ศก) 130 ลงวันที่ 6 มิ.ย.2557 ระบุว่า ครม.มีมติเมื่อปี 2554 เห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบิน ปี ‪2554-2565‬ จำนวน 75 ลำ วงเงิน 457,127 ล้านบาท โดยแบ่งการจัดหาเป็น 2 ช่วง คือช่วง ‪2554-2560‬ จำนวน 37 ลำ และช่วงปี ‪2561-2565‬ จำนวน 38 ลำ และ 2.ในหนังสือด่วนมากที่ คค(ปคร) 0804.4/114 ลงวันที่ 27 เม.ย. 2554 เรื่องการขอทบทวนมติ ครม.ในโครงการจัดหาเครื่องบิน ปี ‪2553-2557 ‬ของบริษัทการบินไทย (มหาชน) ระบุว่ามีมติ ครม.ในปี 2553 อนุมัติให้การบินไทยดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินปี ‪2553-2557‬ จำนวน 15 ลำ วงเงิน 35,484 ล้านบาท ประกอบด้วยเครื่องบินภูมิภาค 7 ลำ และเครื่องบินข้ามทวีป 8 ลำ

         นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า จากเอกสารข้างต้นจะเห็นว่ามีการจัดซื้อหรือเช่าเครื่องบินและอุปกรณ์ รวมจำนวน 90 ลำ วงเงินลงทุน 492,611 ล้านบาท หากกระบวนการจัดซื้อหรือเช่ามีการจ่ายเงินในลักษณะเดียวกับกรณีที่ศาลต่างประเทศได้ตัดสินไปแล้ว กรณีการทุจริตในการซื้อเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ Trent 800 นั้น ก็น่าเชื่อได้ว่าอาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการตรวจสอบเรื่องนี้จึงน่าจะขอความร่วมมือมายัง ป.ป.ช.หรือองค์การตรวจสอบทุจริตในต่างประเทศให้ตรวจสอบเอกสารการเงินการบัญชีในต่างประเทศว่า มีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่และบุคคลของไทยในลักษณะที่เป็นการติดสินบนหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง จึงอยากให้ ป.ป.ช.ร้องขอให้ ป.ป.ช.ต่างประเทศหรือองค์การตรวจสอบทุจริตในต่างประเทศดำเนินการ

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือชี้แจงผลการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวหาว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ในฐานะอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีรับทรัพย์สินเป็นนกหวีดทองคำและเงินสดจำนวนมากจากบุคคลทั่วไป ขณะที่มีการการชุมนุม กปปส.นั้น

         สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ทราบว่า กรณีการรับเงินสดจำนวนมากจากบุคคลทั่วไปนั้น เป็นการบริจาคโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการชุมนุม รวมทั้งค่าใช้จ่ายให้สภาทนายความดำเนินการฟ้องคดีเพื่อช่วยเหลือชาวนาเรียกร้องเงินตามโครงการรับจำนำข้าว และเพื่อช่วยเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากการชุมนุม โดยมีกองทุนสำหรับการต่อสู้ของ กปปส.เป็นส่วนกลาง ดังนั้น การรับบริจาคของนายสุเทพ  เป็นการรับไว้ในฐานะแกนนำ กปปส.เท่านั้น ไม่ได้เก็บรักษาเงินหรือดูแลบริหารจัดการเงิน

         ทั้งนี้ นายสุเทพ มิได้มีเจตนาหรือมีความประสงค์ที่จะรับเงินบริจาคนั้นไว้เป็นสิทธิของตน เช่นเดียวกับกรณีการรับนกหวีดทองคำ เพราะกปปส.ได้กำหนดให้นกหวีดเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ การที่ประชาชนเยาวราชได้มอบนกหวีดทองคำให้นายสุเทพเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนการต่อสู้ของ กปปส.ดังนั้น นายสุเทพจึงรับไว้ในฐานะแกนนำ กปปส.เท่านั้น มิได้มีเจตนาหรือมีความประสงค์ที่จะรับนกหวีดทองคำนั้นไว้เป็นสิทธิของตน

       โดยล่าสุดนายเรืองไกรได้มายื่นข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าวต่อป.ป.ช.แล้ว โดยเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ชี้แจงมานั้น เห็นได้ชัดเจนว่านายสุเทพรับนกหวีดทองคำจากชาวเยาวราชจริง จึงถือได้ว่ากระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว และการอ้างว่านายสุเทพรับไว้ในฐานะแกนนำ กปปส.ก็ไม่อาจรับฟังได้เพราะไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นตามประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 แต่อย่างใด เพราะการรับนกหวีดทองคำนั้นถือว่าเป็นการรับทรัพย์สินจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติที่มีราคาเกิน 3,000 บาท จึงขอให้ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการชี้มูลความผิดในกรณีดังกล่าวต่อไป

 

Leave a comment