ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/258973
การเมือง >ข่าวการเมือง : 4 ก.พ. 2560
กม.สื่อฯ สปท. ส่อเจตนารัฐประหารคนข่าว
เสวนาโต๊ะกลมนักวิชาการสื่อฯ ชี้ กม.สื่อฯ สปท. ส่อเจตนารัฐประหารสื่อฯ เนื้อหาขัดแย้ง
4 ก.พ. 60 – ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง กฎหมาย กฎ(ด) สื่อ คุ้มครอง หรือควบคุม โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องด้านนิเทศศาสตร์, สื่อสารมวลชน, วารสารศาสตร์ และตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเข้าร่วมให้ความเห็นและนำเสนอประเด็นต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน กมธ.ฯ
โดยนายเทพชัย หย่อง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เครือเนชั่น กล่าวว่า ผลกระทบของร่าง พ.ร.บ.สื่อฯ จะมีผลกระทบลูกโซ่ไปยังสังคมที่กว้างขวาง ไม่เฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น เนื่องจากร่างกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐ แก่ภาคการเมือง และอำนาจเงิน เป็นกลไกสำคัญของการกำกับ ในชื่อของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งกรณีให้ตัวแทนภาครัฐ ระดับปลัดกระทรวง ที่นักการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งเข้ามามีส่วนร่วม อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือด้านการตรวจสอบของสื่อมวลชนเช่นกัน ขณะที่เนื้อหาว่าด้วยอำนาจของกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ต่อการลงโทษสื่อมวลชน เช่น เพิกถอนใบอนุญาต หรืออนุญาตให้ออกใบอนุญาต อาจะทำให้มีปัญหาได้ เพราะประเด็นของการกำหนดนิยามไม่ชัดเจน
“คนที่สนุกกับการสมน้ำหน้าสื่อมวลชนต่อการกำกับบนโลกโซเชี่ยลมีเดีย อาจต้องได้รับผลกระทบในอนาคต เพราะการกำหนดคำนิยามต่อประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน การออกใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ยังไม่ชัดเจนและอาจหมายรวมถึงก็เป็นไปได้ โดยเนื้อหาของร่างกฎหมายสื่อฯ มีประเด็นที่ทำให้การตรวจสอบสื่อฯ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับหรือแทรกแซงของภาครัฐ ไม่เหมาะสมกับยุคสมัย ดังนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องขับเคลื่อนต่อไป ขณะที่การถอยเอาร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการถอยเพื่อปรับแก้ไขมากน้อยเพียงใด แต่ผมเชื่อว่าคนที่พยายามผลักดันกฎหมายนี้มีแค่ไม่กี่คนเพราะความคิดที่คับแคบ ดังนั้นสมาชิกสปท. จะพิจารณาเนื้อหาให้เหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นการออกกฎหมายคุมสื่อมวลชนที่นักการเมืองทุกสมัยต้องการ เพื่อไม่ให้การออกกฎหมายฉบับนี้เป็นการยกใส่พานให้กับรัฐบาลของนักการเมืองที่จะมีบทบาทในอนาคต” นายเทพชัย กล่าว
นายวันชัย วงศ์มีชัย ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์แนวหน้าฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถึงแม้สปท. จะสั่งให้ชะลอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อมวลชนฯ จากข้อมูลวงในพบว่าจะไม่แก้ไขในส่วนอำนาจหน้าที่ คือ ขึ้นทะเบียน ออก และเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะเป็นประเด็นที่ถูกตั้งธงไว้แล้ว โดยไม่สนใจว่าเป็นเนื้อหาที่ถูกศึกษามาก่อนหรือไม่ สำหรับสมาคมและสมาพันธ์วิชาชีพสื่อมวลชนจะติดตามในประเด็นดังกล่าวต่อไป
ด้านนายจุมพล รอดคำดี อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปประเทส (สปช.) ชี้แจงถึงรายละเอียดช่วงการทำงานของสปช. ซึ่งได้ยกร่างกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมสื่อมวลชน ว่า ร่างกฎหมายฉบับต้นร่างมีประเด็นสำคัญ คือ สื่อมวลชนต้องมีความมีอิสระ และเสรีภาพต่อการทำหน้าที่ คือ นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน รวมถึงต้องทำงานภายใต้หลักของความรับผิดชอบตามจรรยาบรรณที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมออกแบบกันเอง ที่ผ่านมายอมรับว่าการการทำงานด้านสื่อมวลชนที่ผ่านมามีปัญหา ทั้งการรายงานข่าวที่ไม่รับผิดชอบและทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่น รวมถึงเกิดข้อกังขา ดังนั้นช่วงของ สปช. จึงเขียนกฎหมายเพื่อให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยมีหน้าที่สำคัญคือยกระดับและพัฒนาการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ใช่การกำกับ ส่วนประเด็นการจดทะเบียนสื่อมวลชนที่ร่างกฎหมายของสปช. มีนั้น มีสาระสำคัญเพื่อให้สื่อมวลชนมีต้นสังกัด และสมาชิกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการดูแลและกำกับการทำงาน ซึ่งไม่ใช่การขอหรือออกใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
ขณะที่นางมาลี บุญศิริพันธ์ อดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.สื่อฯ ของสปท. นั้น ที่กำหนดให้ตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่มีตัวแทนภาครัฐเป็นกรรมการ ตนสงสัยว่าจะตั้งสภาวิชาชีพฯ ทำไม เพราะจะกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชนได้ ขณะที่การให้เงินสนับสนุนสภาวิชาชีพฯจากรัฐ เพื่อเป็นสวัสดิการของสื่อมวลชน ถือเป็นจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของรัฐเข้ามาเป็นกรรมการ โดยไม่ถูกต่อต้าน ขณะที่กรรมการสภาฯ ที่ให้มีปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตนมองว่ามีความต้องการขยายการควบคุมไปยังสื่อออนไลน์ หรือ เฟซบุ๊ค ทำให้มีข้อกังขาว่าการทำงานดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เนื่องจากกรรมการอาจขาดความเข้าใจต่อระบบการทำงาน อีกทั้งกรณีดังกล่าวตนมองว่ามีเจตนาต้องการเข้ามากำกับที่ชัดเจน
“หากจะมีกฎหมาย ขอเรียกร้องให้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนสามารถกำกับกันเอง เพราะขณะนี้มีชมรมมีสภาวิชาชีพทำงานอยู่แล้ว โดยข้อเสนอที่เคยเสนอคือ การให้สื่อมวลชนต้องเข้าไปเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในแขนงต่างๆ และทำองค์กรวิชาชีพที่มีอยู่ปัจจุบันให้เข้มแข็งในแง่การทำงานตามกรอบจริยธรรม ขณะที่การต่อสู้รอบนี้ องค์กรสื่อฯต้องทำให้เห็นว่าเราสามารถกำกับกันเองได้ ขณะที่สื่อจำนวนหนึ่งซึ่งเห็นแก่ได้นั้น ต้องย้ำให้เห็นถึงศักดิ์ศรีของความเป็นสื่อมวลชนด้วย” นางมาลี กล่าว
ส่วนนายวรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การทำงานของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องปรับปรุงการทำงานเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ภาคประชาชนยังขาดความเข้มแข็งต่อการแสดงเจตจำนงไม่ยอมรับการทำข่าวของสื่อมวลชนที่ละเมิดสิทธิ ดังนั้นในแง่วิชาการตนสนับสนุนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและการให้ความรู้ด้านการทำงานของสื่อมวลชน แต่กลไกของกรรมการและอำนาจหน้าที่ให้อนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพ เท่ากับการเขียนเช็คเปล่าให้กรรมการทำอะไรก็ได้ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงได้ง่าย และส่วนตัวมองว่าเป็นอำนาจที่ขัดแย้งกับรายละเอียดของร่างกฎหมายที่เน้นมาตรการส่งเสริม และสนับสนุนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
“สิ่งที่ผมเคยเสนอ คือ หากสื่อมวลชนกระแสหลัก ไม่เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพ และมีข้อร้องเรียนโดยไม่สามารถดำเนินการให้เป็นข้อยุติได้ รัฐอาจมีเงื่อนไขต่อการทำธุรกรรมกับองค์กรที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ขณะที่กรรมการสภาฯ ที่ให้มีปลัด 4กระทรวง ผมมองว่าพอรับได้ที่จะให้มีตัวแทนของรัฐเพื่อรับรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการขอความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นนี้ต้องไม่มีอำนาจว่าด้วยการจดทะเบียน อนุญาต เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ” นายวรัชญ์ กล่าว
ส่วนนายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัล สายงานบริหารการตลาดและสื่อบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.สื่อฯ ของสปท.ตนมองว่า เป็นฉบับรัฐประหารสื่อเวอร์ชั่นอ้างสิทธิและเสรีภาพ เพราะเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งฉบับไม่มีบทบังคับที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เช่น กรมประชาสัมพันธ์, รัฐสภา, ช่อง 5 , ช่อง อสมท. นอกจากนั้นในกรรมการของสภาวิชาชีพฯ จำนวน 13 คน ที่มีทั้งข้าราชการระดับสูงเป็นโดยตำแหน่งประจำ 4 คน และ มาจากการแต่งตั้งโดยภาครัฐ จำนวน 5 คน ถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะตัวแทนของภาครัฐ จะมีจำนวนรวม 9 คน ขณะที่อำนาจนั้นตนมองว่ามีความแปลกและทำให้สาระของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง อาทิ ให้อำนาจต่อการขึ้นทะเบียน อนุญาต เพิกถอนใบอนุญาติการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งถือว่ามีอำนาจมากกว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มีหน้าที่เฉพาะการออกใบอนุญาต แต่ไม่มีสิทธิเพิกถอน, การวินิจฉัยปัญหาด้านจริยธรรม กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมีสถานะภาพเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และกำหนดโทษทางปกครองมาบังคับใช้กับพนักงานของเอกชน เป็นต้น
ขณะที่นางพิรงรอง รามสูต รณะนันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนมองว่าควรมีบุคคลที่เข้าไปพูดคุยและชี้แจงกับผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของการทำร่าง พ.ร.บ.สื่อฯ สปท. เพื่อให้ผู้ยิ่งใหญ่นั้นเข้าใจถึงกระแสของสื่อต่อผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่อ่านหนังสือพิมพ์ หรือ สนใจข่าวสารในสื่อกระแสหลักอีกต่อไป ดังนั้นต้องสื่อข้อมูลให้เข้าใจว่าอิทธิพลของสื่อหลักต่อการรับรู้ของประชาชนเหมือนสมัยอดีตนั้นไม่มีอยู่แล้ว และควรหมดยุคสมัยของการคุมสื่อมวลชนในแขนงต่างๆ เพราะผู้บริโภคหรือประชาชนล้วนอยู่ในยุคสมัยที่พัฒนา เมื่อออกกฎหมายคุมสื่อมวลดังกล่าวก็เท่ากับว่า ให้ยุคจูราสสิคพาร์คมาอยู่ในยุคของไทยแลนด์ 4.0 ทั้งนี้ตนมีข้อเสนอคือ หากจะปฏิรูปสื่อมวลชน ควรเน้นให้ผู้ผลิตสื่อฯ มีความรับผิดชอบ และผู้ใช้สื่อ หรือผู้บริโภคมีความรู้เท่าทันสื่อหรือข้อมูลข่าวสารมากกว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายของเสวนาโต๊ะกลมนักวิชาการให้ข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปสื่อมวลชน ในประเด็นการทำงานที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น ผู้บาดเจ็บ, ผู้เสียชีวิต ด้วยมีมาตรการคัดกรอง ขณะที่สื่อมวลชนอย่าใช้ข้ออ้างเรื่องการแข่งขันหรือความต้องการรับชนหรือรับรู้ของประชาชนเพื่อนำเสนอภาพที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิผู้อื่น และเพื่อไม่ให้เป็นข้ออ้างที่รัฐจะเข้ามากำกับหรือแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยประเด็นดังกล่าวอาจต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง ภาคนักวิชาการ ภาคเอกชนที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และภาคประชาชนลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อร่วมออกแบบกลไกและเป้าหมายของการปฏิรูป กำกับ ดูแลสื่อมวลชน อาทิ การมีสภาประชาชนเพื่อตรวจสอบ กำกับดูแลสื่อมวลชนและให้ประชาชนมีวิจารญาณของการบริโภคข่าวสาร ทั้งนี้เพื่อดึงบทบาทของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับสื่อมวลชนและเป็นแนวร่วมที่จะต่อสู้กับรัฐ.
