ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/259778
การเมือง : 10 ก.พ. 2560
“บิ๊กตู่” เชื่อมือ “บิ๊กป้อม” นำปรองดอง
“บิ๊กตู่” เชื่อมือ “บิ๊กป้อม” นำปรองดอง ขออย่ากดดัน หวั่นหมดกำลังใจ ลั่นไม่ใช่เวทีฟอกตัว-ให้เครดิตใคร ย้ำไม่ต้องเซ็นสัญญา แต่ต้องให้คำมั่นกับปชช.
10 ก.พ.60-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์การทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า วันนี้โลกยุคโลกาภิวัตน์ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างพูด ดังนั้นเราต้องยึดมั่น สิ่งที่ตนเน้นในวันนี้คนไทยต้องมีหลักคิด ไม่ใช่คิดอย่างเดียว และจะคิดวิเคราะห์อย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะความขัดแย้งมันสูง จึงต้องหาหลักคิดให้ได้ ซึ่งต้องมีกฎหมายเป็นตัวประกอบด้วย หากคิดไปเรื่อยเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ไปทุกอัน มันจะกลายไปสู้อนาธิปไตย คือเกินคำว่าประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าละเมิดไม่ได้ แม้แต่สื่อก็ละเมิดไม่ได้ เป็นการละเมิดประชาธิปไตย ตรงนี้ต้องดูด้วยว่ากฎหมายอื่นเขียนไว้ว่าอย่างไร ซึ่งต้องดูกฎหมายลูก เว้นอะไรที่จะทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงมีปัญหา แบบนี้เขาเรียกว่ามีหลักคิด
“หากไม่มีหลักคิดตรงนี้ ท่านก็จะคิดไปเรื่อย ว่าควรจะอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ฟีลลิ่งออก ความรู้สึกออก แต่รัฐบาลทำงานตามฟีลลิ่งไม่ได้ ทำข้างนี้อีกข้างหนึ่งก็มีปัญหา อะไรที่มันสุดโต่งเกินไป มันทำไม่ได้หมด มันปรองดองไม่ได้ ถ้ามันสุดโต่ง ดังนั้นพื้นฐานต้องมาจากหลักคิดและข้อกฎหมายทั้งหมด คิดอะไรที่นอกกรอบกฎหมายไม่ได้ ผมเข้าใจหลักคิด ซึ่งปัญหาของเรามีอยู่ วันนี้เราจะต้องแสวงหาการทำงานในลักษณะที่จะต้องปฏิรูปให้ได้ ในเรื่องที่สำคัญ รวมถึงกิจกรรมที่จำเป็น เพื่อให้เกิดการปรองดอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ที่มาของความขัดแย้งมีหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่ 1. คือกระบวนการประชาธิปไตยมีปัญหาหรือไม่ต้องหาให้เจอ อยู่ตรงไหน 2.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง 3.ระบบการศึกษา ที่จะต้องสอนให้คนคิดเป็น โดยมีหลักคิดที่ถูกต้อง นี่คือประเด็นหลักของประเทศเรา ที่รวมทุกปัญหาอยู่ ฉะนั้นการทำงานของป.ย.ป. ตนได้ให้แนวทางไปว่าต้องมีหลักคิดในการทำงาน จึงจะไปสู่การทำงานได้ อย่ากังวลตรงนี้ ซึ่งกรรมการจะเป็นหลักในการทำงาน ส่วนกรณีที่มีรายชื่อบุคคลเข้ามาเยอะ เหล่านั้นคือที่ปรึกษา ซึ่งไม่ได้สิ้นเปลืองอะไร เขาเต็มใจจะช่วย จากเดิมที่คาดว่าน้อย แต่วันนี้มีหลายคนอยากเข้ามา และตนได้เซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการไปแล้ว ส่วนชื่อผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไปกังวล เป็นการตั้งขึ้นเพื่อมาเป็นที่ปรึกษา และไม่ได้เรียกมาปรึกษาคราวเดียว ทั้งหมดเป็น 100 คน แต่จะมีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ถึงเวลาก็เชิญมา ไม่ใช่ใหญ่โตมโหฬาร เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลทำไม่สำเร็จ แล้วเอาเรื่องนี้ขึ้นมาทำต่อ มันคนละเรื่องกัน มันคนละงานกัน งานนี้ทำเพื่ออนาคต ต้องจัดตั้งกลไกขึ้นมา เพื่อประสานกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในวันข้างหน้า แต่วันนี้กืทำงานร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนในปัจจุบันที่รัฐบาลปกติมีอยู่
“ผมไม่อยากให้มองว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่จะฟอกตัวใคร หรือจะให้เครดิตใคร ไม่ใช่ แต่เป็นเวทีเพื่อการพูดคุย เพราะเราจำเป็นต้องรับฟัง แต่จะไม่ให้พูดคุยเรื่องที่เป็นปัญหาเดิม เพราะตรงนั้นยังไงก็ไม่จบ บอกแล้วว่าการปฏิรูปจะต้องไม่ไปปฏิรูปเรื่องที่มีความขัดแย้งสูง ใครจะซ้ายขวาไม่ได้ คงเข้าใจกันใช่ไหม ต้องทำสิ่งที่ทำได้ เพื่อให้อยู่กันอย่างไรในวันข้างหน้า เรื่องประชาธิปไตย เรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องการชุมนุม ต้องหาเหตุผลมาทำ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังก์ถัด) ตอบรับคำเชิญของรัฐบาล ให้เข้ามาร่วมคณะกรรมการป.ย.ป. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รับก็ดีแล้ว ตนได้ลิสต์รายชื่อไปให้หมดว่ามีใครบ้าง ซึ้งบางท่านก็ตอบรับ บางท่านขออยู่ข้างหลัง โดยมีตัวแทนเข้ามา ตนพยายามไม่ทำอะไรที่ให้เกิดภาระด้านงบประมาณ หรือเกิดความยุ่งยาก เพราะคนยิ่งเยอะยิ่งทำงานยาก จึงต้องมีที่ปรึกษาอยู่ข้างนอก ถ้าเอาที่ปรึกษาทั้งหมดมายัดเข้าในกรรมการคงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เพราะทุกคนมีความคิดเห็นต่างกัน ฉะนั้นต้องฟังคนที่เกี่ยวข้องก่อน จากนั้นกรรมการจะสรุปออกมาและให้ที่ปรึกษาแต่ละฝ่ายไปดูว่าใช่หรือไม่
“โดยเฉพาะเรื่องการปรองดองสำคัญ ผมเชื่อมั่นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แต่อย่าไปกดดันท่านนักเลย เดี๋ยวท่านหมดกำลังใจกันพอดี จับผิดจับถูกตลอดเวลา ท่านตั้งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่ว่าจะปรองดองได้ใน 3 เดือน รากเหง้าปัญหามันเกิดจากอะไร และเกิดมากี่ปี อะไรที่จะทำได้ก่อน อะไรที่จะต้องทำต่อไป การปรองดองไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการปรองดองโดยนำปัญหาทุกอย่างมาคลี่ออก สิ่งใดที่จะต้องนำมาปฏิรูปหรือเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ก็ว่ากันไป รวมความหมายเดียวกันอยู่ในนั้นทั้งหมด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า การที่มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมในป.ย.ป.แสดงว่าภาคเอกชนพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาพร้อมตั้งแต่ปี 2557 แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาพร้อมตอนนี้ รายชื่อคนเหล่านั้นบางส่วนอยู่ในคณะกรรมการปกติอยู่แล้ว ทั้งที่ปรึกษานายกฯ ที่ปรึกษาครม. ซึ่งเขารู้ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ วันนี้ก็มีภายนอกเข้ามาผสม และภาคธุรกิจเอกชนเหล่านั้นอยู่ในคณะกรรมการประชารัฐอยู่แล้ว วัตถุประสงค์ของตนคือต้องการสร้างความเข้าใจ ทั้งประชาชน สังคม ให้เห็นว่าเป็นการทำงานด้วยกลุ่มก้อน ไม่ใช่ตนหรือคนใดคนหนึ่ง มันต้องสร้างการขับเคลื่อนแบบนี้เพื่อให้เกิดพลัง เราจะไปฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่งได้อย่างไร มันต้องไปด้วยกัน
เมื่อถามว่า มองปฏิกิริยาฝ่ายการเมืองขณะนี้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อจะทำอะไรที่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ไม่เคยทำได้มาโดยตลอด แน่นอนจะต้องมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่อยากให้ทุกคนระลึกอยู่เสมอว่าประเทศชาติอยู่ตรงไหน ประเทศไทยจะยืนตรงไหนในเวทีโลก ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งลดระดับลงและคลี่คลายลงในวันต่อๆไป
เมื่อถามถึง แนวทางการสร้างความปรองดองลงสัตยาบรรณสัญญาประชาคม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่มีสัญญา ไม่ต้องสัญญาหรอก สัญญาประชาคมคือสิ่งที่เขาพูดออกมาในประเด็นที่สร้างสรรค์ นั้นคือสิ่งที่เป็นสัญญาของนักการเมืองกับประชาชน สัญญาเซ็นแล้วก็เบี้ยวได้หมด แต่สัญญากับประชาชนสำคัญ และอยากให้สื่อเข้าใจว่าหลักการของประชาธิปไตยมีอยู่อย่างเดียวคือ รัฐธรรมนูญเขียนเพื่อปวงชนชาวไทย ประกอบด้วยประชาชนหลายฝ่าย ทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรม ซึ่งเวลาเรียกร้องกดดันรัฐบาลจะออกมาทีละกลุ่ม ไม่ได้เรียกว่าปวงชน แต่ก็อ้างรัฐธรรมนูญว่าทำได้หรือทำไม่ได้ แต่กฎหมายอื่นก็มีอยู่ เช่นห้ามชุมนุมด้วยความรุนแรง แต่ถ้าเป็นการรวมกลุ่มก็ต้องดูว่า ผิดกฎหมายตัวไหนหรือไม่ ต้องหาหลักคิดให้เจอ”.
