ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 21:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862732

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบนโยบายให้ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ว่า ในปี 60 ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันมูลค่าการส่งออกไทยให้เติบโต 5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ท้าทาย เพราะมองว่า หลายปัจจัยในปีนี้ดีขึ้นกว่าปี 59 ทั้งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน สหรัฐฯ ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าปี 59 ที่สำคัญคือ อาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 25% ของมูลค่าการส่งออกไทยโดยรวม ยังขยายตัวได้ดีอยู่ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นด้วย
“การเติบโต 5% ถือเป็นเป้าท้าทาย เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายไว้สูง ประเทศก็เดินต่อไปไม่ได้ แต่ยอมรับว่า ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่ ซึ่งทูตพาณิชย์จะต้องวิ่งแข่งทำงาน และไม่ต้องไปเชื่อคำทำนายเศรษฐกิจต่างๆ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างก่อนหน้านี้ที่ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 59 จะเติบโต 2% แต่สุดท้ายเติบโตได้ 3.2% ซึ่งน่าพอใจ” นายสมคิด กล่าว
อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันมูลค่าการส่งออกให้ได้ 5% กระทรวงฯต้องทำยุทธศาสตร์ คือ การเจรจาทวิภาคี โดยมุ่งเน้นไปที่การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้า (Strategic Partnership) โดยในเรื่องของเอฟทีเอเป็นการลดภาษี แต่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ จะเป็นเรื่องของการเจรจารายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศหลักๆ ที่จะต้องเจรจาคือ ตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมทั้งตลาดยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เพราะมีการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ดังนั้น ไทยจะเข้าไปเจรจาทางการค้า เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยุโรปให้ได้
นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยไปรวมกลุ่มตั้งร้านหรือเอาต์เล็ตในการขายสินค้าเกษตรและอาหารของไทยตามเมืองใหญ่ๆ เช่น ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ณ ยุโรป และจีน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย
สำหรับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองว่าน่าจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีขึ้น และโอกาสของไทยในการเข้าไปทำตลาดสหรัฐฯ ดีขึ้น แม้จะมีความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายการค้า แต่เป็นโอกาสที่ดีทางการค้าของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้ายังต้องจับตาดูก่อน ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ ขณะที่การถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เชื่อว่าไม่กระทบไทย และทำให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า
นอกจากนี้ ไทยจะต้องเน้นการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ความมั่งคั่งของประเทศจะมองเฉพาะตัวเลขส่งออกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว อย่างภาคบริการ มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถึง 30% ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีภาคบริการอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพ เช่น แอนิเมชั่น
ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตั้งเป้าหมาย 5% สามารถทำได้ เพราะเป็นเป้าท้าทาย แต่ส.อ.ท.มองว่าปี 60 มูลค่าการส่งออกไทยจะเติบโตได้เพียง 2.5-3% เท่านั้น เพราะประเมินว่าการส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปจะลดลงกว่าปี 59 เนื่องจากค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ทำให้มีการโยกเงินจากการลงทุนทองคำไปลงทุนดอลลาร์สหรัฐฯ แทน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสมาคมทองคำก็ออกมาระบุแล้วว่า การส่งออกทองคำปีนี้จะติดลบ 20%