เปิดประชาพิจารณ์ นำร่องใช้ “กม.ถุงพลาสติก” 3 จังหวัดชายฝั่ง ล้างบาง”ขยะทะเล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257654

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 11.34 น.
            ตะลึง!แพขยะยาวกว่า 10 ก.ม. กลางทะเลอ่าวไทย

            เผย“ไทย”ติดอันดับโลกทิ้งขยะลงทะเล

คงจำกันได้สำหรับ “ข่าวพาดหัว” ตัวโตของสำนักข่าวหลายแห่ง ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีประจักษ์พยานเป็นภาพแพขยะทอดยาวต่อเนื่องกันไปถึงกว่า 10 กิโลเมตร ลอยอยู่บนกลางทะเลอ่าวไทยบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ซึ่งนี่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงสัญญาณระดับ“วิกฤติ” ของ “ปัญหาขยะทะเล” ในประเทศไทย

ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและผลักดันให้การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายให้เป็น “วาระแห่งชาติ” และได้ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำแผนที่นำทาง Road Map การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย พร้อมกับรณรงค์ตั้งแต่ปี 2558 ให้เป็นปีแห่งการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกและโฟมโดยเริ่มรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชนห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2558 มีปริมาณ 26.85 ล้านตัน/ปี โดยในจำนวนถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 4.94 ล้านตัน/ปี หรือ 19% ขณะที่มีขยะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 8.34 ล้านตัน หรือ 30% แต่ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 7.15 ล้านตัน หรือ 27% และถูกทิ้งตกค้างในพื้นที่มากถึง 6.22 ล้านตัน หรือ 23%

ขณะที่จากฐานข้อมูลขยะทะเลเมื่อปี 2558 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ว่า 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล มีปริมาณขยะมากถึง 10 ล้านตัน และมีขยะมากถึง 5 ล้านตัน หรือครึ่งต่อครึ่งที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และมีโอการถูกชะพัดพาลงทะเล กลายเป็นขยะทะเล

          โดยประมาณว่า ในแต่ละปี จะมีขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 5 หมื่นตัน หรือ 750 ล้านชิ้น! โดย ขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกมากที่สุด 13% หลอดเครื่องดื่ม 10% ฝากพลาสติกและภาชนะบรรจุอาหาร อย่างละ 8% ส่วนที่เหลือเป็นขยะอื่นๆ เช่น เชือก ก้นบุหรี่ กระป๋อง กระดาษ โฟม และขวดเครื่องดื่ม เป็นต้น โดยที่มาของขยะจาก 2 ทาง คือ 1.จากกิจกรรมบนฝั่ง คือ ขยะจากชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง ขยะบริเวณท่าเรือ การท่องเที่ยวชายหาด และ 2.จากกิจกรรมในทะเล เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง และการท่องเที่ยว เป็นต้น

นอกจากนี้ จากการสำรวจของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.2010  ยังพบว่า ในบรรดา 192 ประเทศที่ติดชายฝั่งทะเล ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก

 

  

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า “สถานการณ์แพขยะในทะเลดังกล่าว ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงการเดินเรือ การประมง และที่สำคัญ คือ ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพอนามัยประชาชนอย่างรุนแรง จึงได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว”

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะเร่งด่วน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพเรือ กลุ่มผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว และกลุ่มประมงพื้นบ้านในพื้นที่ นำเรือออกไปลากขยะในทะเลกลับเข้าฝั่งเพื่อนำไปกำจัด ซึ่งเบื้องต้นสามารถจัดเก็บได้กว่า 5,407 กิโลกรัม จำนวนกว่า 80,000 ชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นขยะในครัวเรือนจำพวกพลาสติกต่างๆ อาทิ ถุงพลาสติก โฟม ขวดและแก้วพลาสติก เป็นต้น

ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ไปดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการใช้มาตรการเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยนำร่องใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ และภูเก็ต

นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการศึกษามาตรการทางนโยบายเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกของประเทศต่างๆ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ มาตรการทางกฎหมาย (Regulative Measure) และมาตรการทางสมัครใจ (Voluntary Measure) โดยมาตรการทางกฎหมายมีการดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ การใช้มาตรการเก็บภาษีถุงพลาสติกทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ประเทศส่วนใหญ่เลือกดำเนินการให้ผู้บริโภค คือ ผู้ใช้ถุงพลาสติกเป็นผู้จ่ายภาษี ทำให้ลดปริมาณการใช้ลงได้เป็นอย่างมาก ประมาณร้อยละ 80-90 เช่น ประเทศไอซ์แลนด์ ดำเนินการเก็บภาษีถุงพลาสติกจากผู้บริโภคตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2545 ทำให้ปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 90 ในปี 2553 อังกฤษเก็บ 5p ต่อถุง (ประมาณ 2-3 บาทต่อถุง) มีผลบังคับใช้กับบริษัท/ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน แต่ยังไม่มีผลบังคับกับบริษัท/ร้านค้าขนาดเล็ก อินโดนีเซียเก็บภาษีถุงพลาสติกใน mini-market, hypermarket และ supermarket ใน 23 เมือง โดยเก็บค่าถุงพลาสติก Rp.200-Rp.5000 (ประมาณ 0.53-14 บาทต่อถุง) ซึ่งรวมถึงถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ มาเลเซียบังคับเก็บภาษีถุงพลาสติกในรัฐเซลังงอร์และปีนัง ส่วนประเทศไต้หวันไม่ได้กำหนดอัตราภาษีตายตัว โดยก่อนดำเนินการไต้หวันมีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 2.5 ถุงต่อคนต่อวัน หลังดำเนินมาตรการแล้ว 1 ปี อัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงกว่าร้อยละ 80

ส่วนอีกรูปแบบ คือ การออกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก พบว่าอัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงประมาณร้อยละ 60 เช่น ประเทศจีนห้ามมิให้มีการผลิต จัดจำหน่าย และใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทธีลีนความหนาแน่นสูง ผู้ประกอบการที่ให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าต้องเสียค่าปรับ 10,000 หยวน หรือ 50,000 บาท หลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 ปี สามารถลดจำนวนถุงพลาสติกได้ร้อยละ 66 ส่วนที่ประเทศอิตาลี มีการห้ามไม่ให้ผู้ค้าปลีกแจกถุงที่ทำจากโพลีเอทธิลีนแก่ลูกค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 โดยให้ใช้ถุงที่ย่อยสลายได้ ถุงกระดาษ หรือถุงผ้าแทน ฮ่องกงห้ามร้านค้าให้ถุงพลาสติกและเก็บค่าถุง $50 (ประมาณ 2-3 บาทต่อถุง) สหรัฐอเมริกาห้ามใช้ถุงพลาสติก 20 รัฐ 132 เมือง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก ได้แก่ แอฟริกาใต้ อูกานดา โซมาเลีย เคนย่า แทนซาเนีย เป็นต้น

โดยหลังจากนี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ จะร่วมกันนำร่องขับเคลื่อนกระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ใน จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต และนอกจากขยะทะเลแล้วยังจะดำเนินการศึกษารูปแบบที่เหมาะสมทั้ง 4 ภาคเป็นภาพรวมของประเทศ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงแต่ทำให้สามารถลดปริมาณขยะพลาสติกของประเทศ

          แต่ยังจะส่งผลต่อภาพรวมการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศ ให้สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน

Leave a comment