ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870831

อะไรทำให้เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป ประสบความสำเร็จในธุรกิจยืนหยัดอยู่ในเส้นทางมาได้ยาวนานถึง 35 ปี มีหลักการดำเนินธุรกิจอย่างไรตลอดจนมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ในวันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปหาคำตอบจาก “นางกมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

“กมลวรรณ วิปุลากร”
กว่า 35 ปี ในธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ต
บริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2525 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537 จนปัจจุบันเป็นผู้นำธุรกิจการพัฒนาและการลงทุนโรงแรม ตลอดจนรีสอร์ตในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายโรงแรมและรีสอร์ตระดับราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ 5 ดาว ไปจนถึงระดับกลาง ระดับชั้นประหยัด และระดับบัดเจ็ท ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ
ทำงานเป็นระบบสู่ความสำเร็จยั่งยืน
เราจะเน้นการบริหารจัดการทุกอย่างเป็นระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ยึดติดกับตัวบุคคล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญให้มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วย

แนวโน้มดี อุตฯ ท่องเที่ยวยังโตได้!
ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2560 จำนวนจะมากกว่า 9,000,000 คน อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีต่อธุรกิจบริษัทฯ หลังจากที่เมื่อช่วงปลายปี 2559 มีการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ไม่ปกติของประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงผลในระยะสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าของโรงแรมในเครือบริษัทฯ ไม่ใช่กลุ่มทัวร์จีนอยู่แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบ
ขยายธุรกิจ 5 ปี ทุ่มลงทุนหมื่นล้าน
สำหรับแผนธุรกิจช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2559-2563 นั้น บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 10,000,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายธุรกิจโรงแรมในเครือให้เพิ่มจำนวนเป็น 95 แห่ง จากสิ้นปี 2559 ที่มีจำนวน 41 แห่ง โดยในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดโรงแรมแบรนด์ฮ็อปอินน์ทั้งหมด 9 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศ 8 แห่ง และอีก 1 แห่ง ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้นเป็น 7,153 ห้อง จากในปัจจุบัน 6,385 ห้อง

หวังธุรกิจโตตามนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
ตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะเติบโต 10% จากปี 2559 ที่มีรายได้ประมาณ 5,663.95 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งจากธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม โดยวางเป้าหมายผลักดันอัตราการเข้าพักให้เพิ่มขึ้นเป็น 80% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 79% และมีอัตราค่าห้องพักเติบโตขึ้นประมาณ 7% จากปีก่อน ภายใต้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่ 34.4 ล้านคน หรือเติบโต 6% จากปีก่อน
มองไกลสยายปีกลงทุนประเทศ AEC
หลังจากบริษัทฯ ได้เริ่มไปขยายธุรกิจโรงแรมไปในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศต่อไปที่บริษัทฯ ได้มองโอกาสไว้นั่นคือ เวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แต่การจะเข้าไปลงทุนนั้นคงจะไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้คงต้องรอระยะเวลาที่เหมาะสมก่อน

เชื่อมั่นศักยภาพท่องเที่ยวประเทศไทย
ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านการเดินทางและท่องเที่ยว รวมทั้งเชื่อมั่นในตัวเรา เองที่จะมุ่งการขยายงาน เพื่อคงความเป็นผู้นำในการเป็นผู้พัฒนาและผู้ลงทุนในกิจการโรงแรมของประเทศไทยและอาเซียนพร้อมตอบสนองลูกค้าในทุกระดับ.