ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
16 มกราคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475873

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“การสร้างความปรองดองและการสร้างความสมานฉันท์” เป็นหนึ่งในนโยบายและโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเข้ามาบริหารประเทศปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก
เมื่อครั้งมี สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน โดยมีข้อเสนอออกมาหลากหลายและมีความน่าสนใจด้วยการเสนอให้จำแนกคดีความที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ยกเว้นคดีทุจริตและคดีเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้ได้ถูกส่งไปยังรัฐบาลแต่ก็เงียบหายไปไร้เสียงตอบกลับจากผู้มีอำนาจ ส่งผลให้กลายเป็นกองเอกสารที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานตึกไทยคู่ฟ้าไปโดยปริยาย
ยิ่งไปกว่านั้นเคยมีการนำเรื่องการสร้างปรองดองไปบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกฉีกโดย สปช.ทำให้เกิดภาวะชะงักขึ้นมาทันที
แม้กระทั่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดการในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเจอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เบรกทันที ทั้งๆ ที่ สนช.ยังไม่ได้ออกตัวด้วยซ้ำ
กลายเป็นว่า แนวทางการสร้างความปรองดองถูกซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศว่า จะเดินหน้าเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม
ล่าสุดรัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.)
การสถาปนาคณะ ปยป.ที่ว่านี้รัฐบาลมีจุดประสงค์เพื่อการสร้างความปรองดองในเชิงโครงสร้างมากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่การนิรโทษกรรม ซึ่งเหมือนกับเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ
โดยรัฐบาลกำลังพยายามสร้างความปรองดองโดยใช้ฐานของการปฏิรูปประเทศ หมายความว่า ถ้าสามารถปฏิรูปประเทศได้เป็นผลสำเร็จและสร้างความเท่าเทียมกันในหลายมิติได้แล้ว ทั้งหมดจะนำมาซึ่งความปรองดองโดยอัตโนมัติ เพราะทุกฝ่ายสามารถได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่ออกมานั้นนับว่าเอาจริงเอาจังกับการสร้างความปรองดองอยู่ไม่น้อย เพราะมิเช่นนั้นแล้วรัฐบาลคงไม่ลงมาเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการสร้างความปรองดอง ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มาทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมยุทธศาสตร์การสร้างความปรองดองด้วยตัวเอง
“ขณะนี้กำลังทำโครงสร้างและขั้นตอนของการสร้างความปรองดองและอยู่ร่วมกันได้ และเมื่อจัดทำโครงสร้างการดำเนินงานเสร็จแล้ว จะเสนอเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะนัดประชุมคณะกรรมการ ก่อนจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมพูดคุยหารือต่อไป” พล.อ.ประวิตร ระบุ
การลงมาทำงานการเมืองของ พล.อ.ประวิตร เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะต้องไม่ลืมว่าพล.อ.ประวิตร เป็นนายทหารที่อุดมไปด้วยคอนเนกชั่นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองสีเสื้อ
เพียงแค่ยังไม่ลงมือทำงานอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้ว่าฝ่ายการเมืองก็แสดงออกในเชิงบวกค่อนข้างชัดเจน ผิดกับก่อนหน้านี้ที่มักจะแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้าน
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้โอกาสที่ คสช.จะทำงานประสบความสำเร็จก็มีความเป็นไปได้สูง
หากจะบอกว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การปรองดองมีทิศทางที่ดีขึ้น คือ การถูกบังคับด้วยเวลาและสถานการณ์
ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะว่า ความเคลื่อนไหวที่ว่าด้วยการปรองดองนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายอำนาจของ คสช. ซึ่งคสช.ต้องการสร้างผลงานให้เห็นรูปธรรมก่อนสั่งลา หรือถ้าจะพูดแบบภาษาชาวบ้านๆ ต้องเรียกว่า “รถไฟขบวนสุดท้าย”
เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายที่มีคดีติดตัวหลายคดี ยกเว้นคดีทุจริตและคดีผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะได้รับการผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือทำให้สิ่งที่หนักนั้นหายไปด้วยการเข้าสู่กระบวนการปรองดองภายใต้กฎหมายที่ คสช.จะเป็นผู้กำหนด
สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า รถไฟสายปรองดองนี้เป็นขบวนสุดท้ายแล้วจริงๆ คงหนีไม่พ้นการที่ สนช.เสนอ ร่างพ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไปให้รัฐบาลแล้ว อันเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลเอาจริงไม่ได้ซื้อเวลาเหมือนที่เคยโดนตำหนิก่อนหน้านี้
จึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมฝ่ายการเมืองถึงตอบรับการปรองดอง เพราะถ้าใครพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายแล้วจะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่ 2