ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482264

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
มาตรา 44 กลายเป็นยาสามัญประจำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. หยิบยกมาใช้หนักมือขึ้นในระยะหลัง ท่ามกลางความคาดหวังว่านี่จะเป็นดาบวิเศษคลี่คลายสลายปัญหาปัดเป่าที่มีอยู่ให้หมดไป
แม้ด้านหนึ่งจะช่วยปลดล็อกฝ่าทางตันหรือลดเวลาการดำเนินการต่างๆ ให้เห็นผลได้รวดเร็วทันใจ แต่อีกด้านการใช้อำนาจพิเศษผ่านช่องทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยผลข้างเคียงไม่ว่าจะเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ต้องหลบเลี่ยงไม่อาจใช้กลไกตามปกติดำเนินการ
ที่สำคัญอำนาจตามมาตรา 44 นี้ถือเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย” ที่ทาง คสช.มีอยู่ ปัญหาอยู่ที่หากตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตักแล้วยังไม่อาจแก้ปัญหาหรือผลักดันแนวนโยบายให้สำเร็จลุล่วงได้สำเร็จ แรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมาใส่ คสช.และทำลายความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงถือเป็น “ดาบสองคม” ที่มีทั้ง “คุณ” และ “โทษ”
ที่ผ่านมาในช่วงแรกทาง คสช.พยายามหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะใช้ก็แต่เรื่องสำคัญเพราะห่วงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขต และเกรงว่าหากใช้บ่อยเกินไปอาจจะเกิดอาการดื้อยาและไม่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยำเกรงเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้จริงๆ
ทว่าจากมุมของ คสช. การกระชับอำนาจในมือด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 หลายต่อหลายเรื่องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยเงื่อนเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก หากปล่อยให้หลายเรื่องดำเนินการไปตามกลไกปกติกว่าจะได้แก้ไขจนสำเร็จลุล่วงคงไม่ทันการณ์
ดีไม่ดีเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาและไม่ได้สานต่อสิ่งที่ทาง คสช.ได้เริ่มต้นเอาไว้ ทุกสิ่งที่เพียรพยายามทำมาทั้งหมดย่อมต้องเสียของไปอย่างน่าเสียดาย
การเร่งปิดเกมสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์จึงเป็นทางเลือกเดียวของ คสช.ที่มีอยู่ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าถึงจะใช้มาตรา 44 แล้วจะทำให้แต่ละเรื่องสำเร็จอย่างที่ต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล่าสุดกับการใช้มาตรา 44 เป็นใบเบิกทางประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่พิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่าวงล้อมของบรรดาศิษยานุศิษย์ เข้าไปตรวจค้นภายในวัดเพื่อติดตามหาตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ที่เวลานี้ยังไม่มีความคืบหน้า
ด้านหนึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ดูจะเกินกว่าเหตุกับการใช้อำนาจพิเศษมาเพื่อติดตามตัวบุคคลรายเดียว จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่ง แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าวัดพระธรรมกายต้องเป็นพื้นที่ควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโยจะมามอบตัวหรือถูกดำเนินคดี
ถัดมา คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปสะสางเรื่องทุจริตการสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ.และเทศบาล ด้วยการให้ส่วนกลางเป็นคนออกข้อสอบและจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และยกเลิกจากเดิมที่ให้ทางท้องถิ่นเป็นคนจัดสอบ
โดยมอบให้คณะกรรมการกลางที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนกลางเป็นฝ่ายออกข้อสอบแทนเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันหมดทุกแห่ง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาจ่ายใต้โต๊ะและทำให้การสอบมีมาตรฐานมากขึ้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาครบวงจร
ต่อเนื่องด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาการบุกรุกลำคลองสาธารณะตั้งแต่คลอง 2 ลาดพร้าวไปจนถึงคลองเปรมประชากร จากปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะจนกลายเป็นแหล่งสลัมเสื่อมโทรม ซึ่งติดปัญหาไม่อาจเข้าไปสะสางจัดการได้
ครั้งนี้จะใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบ “ปทุมธานีโมเดล” ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขอสินเชื่อสร้างที่อยู่อาศัย เพราะพื้นที่เดิมเป็นที่ราชพัสดุอยู่แล้ว ครั้งนี้แค่ใช้มาตรา 44 ไปปลดล็อกระเบียบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามแก้ปัญหาปฏิรูปตำรวจที่ยังไปไม่ถึงไหนแม้จะเป็นเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงหลังรัฐประหาร จนทำให้ คสช.ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ
กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน เพื่อให้เกิดความสุจริต เป็นธรรม หากมีเรื่องร้องเรียนหรือข้อสงสัยว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนโดยเร็วและรายงานผลให้ผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปหรือ ผบ.ตร.แล้วแต่กรณี
ยังไม่รวมกับการใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รับงานใหญ่ทั้งปฏิรูปและปรองดอง
รวมไปถึงการเตรียมออกคำสั่งตามมาตรา 44 เข้ามาควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูงเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต และให้สินบนใต้โต๊ะ
ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรอดูพลานุภาพของมาตรา 44 ว่าจะสามารถนำพาทำให้ทุกอย่างไปถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งเป้าได้มากน้อยเพียงไร
ที่สำคัญต้องดูว่า “ดาบอาญาสิทธิ์” ในมือจะกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ คสช.ในอนาคตหรือไม่