จัดหนักปราบโกง มรดกสุดท้ายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484115

จัดหนักปราบโกง มรดกสุดท้ายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับว่าการเมืองไทยเวลานี้ยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่แสดงถึงนัยทางการเมืองอะไรมากนัก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ มีผลบังคับใช้

แน่นอนผลของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตข้างหน้านั้นจะนำมาซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศหลายกระบวนการ หนึ่งในนั้น คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

ในทางการเมืองแล้วความสนใจพุ่งตรงไปที่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พรรคการเมือง เพราะกฎหมายในกลุ่มนี้มีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง

กล่าวคือ เพราะถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ นับจากนั้นไปอีก 150 วัน จะเป็นเรื่องของการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้มาซึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังมีกฎหมายลูกอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต

พิจารณาท่าทีในทางปฏิบัติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้ว จะสังเกตเห็นได้ว่าค่อนข้างให้ความสนใจกับกฎหมายลักษณะดังกล่าวพอสมควร ยิ่งกว่ากฎหมายเลือกตั้งเสียอีก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ กรธ.จัดทำนั้น กรธ.ได้ให้ชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” จึงทำให้ กรธ.ใส่ใจในรายละเอียดกับกฎหมายปราบทุจริตอยู่ไม่น้อย

สำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปราบโกงที่น่าสนใจมีอยู่ด้วยกัน 3 ฉบับ

1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีประเด็นที่มาตรา 32

“พนักงานเจ้าหน้าที่อาจใช้เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นใด ในการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด หรือจะกระทำความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม…” เนื้อหาของมาตรา 32

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญของมาตรา 33 ที่ไม่ให้นับอายุความสำหรับกรณีที่ผู้ถูก
กล่าวหาหรือจำเลยหลบหนี

“ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้อำนาจคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตามมาตรา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาอยู่ในมาตรา 24

“ในกรณีที่ผลการตรวจสอบมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน หรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงิน หรือทรัพย์สินของราชการ ให้สำนักงานฯ ดำเนินการไต่สวนความผิดคดีอาญากับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดต่อไป

เว้นแต่กรณีมีผู้บริหารระดับสูงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป”

มองในภาพรวมแล้วนับว่ากฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่ว่ามานี้ ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องส่งมาให้ กรธ. ล้วนมีลักษณะของการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระและเพิ่มเงื่อนไขให้สามารถนำคนมารับโทษกรณีได้มีระสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่สิ้นสุดกระบวนการของ กรธ. แต่ถ้าพิเคราะห์ถึงใจ กรธ.เวลานี้แล้ว ต้องยอมรับว่า กรธ.ก็คล้อยตามเนื้อหาสาระของกฎหมายดังกล่าวอยู่ไม่น้อย

ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากสาระสำคัญส่วนใหญ่ตรงกับเจตนารมณ์ของ กรธ.และ คสช.ที่ต้องการปราบปรามการทุจริตให้เด็ดขาด

ดังนั้น คสช.เองก็หวังให้กฎหมายลูกต่างๆ เป็นมรดกไปสู่การปราบทุจริตในอนาคต เพื่อเป็นฐานในการสร้างความชอบธรรมก่อนต้องกลับกรมกองในเร็วๆ นี้

 

Leave a comment