ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
03 มีนาคม 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483499

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ศาลฎีกาได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งมาให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกำหนด ซึ่งโดยภาพรวมมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 71 มาตรา แบ่งเป็น 7 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 การดำเนินคดีอาญา หมวด 3 การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หมวด 4 การดำเนินคดีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หมวด 5 การดำเนินคดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หมวด 6 อุทธรณ์ และหมวด 7 การบังคับคดี
ในส่วนแรกของร่างกฎหมาย คือ มาตรา 6 ได้มีการวางหลักการเกี่ยวกับการทำงานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า “การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
ทั้งนี้ ให้ศาลค้นหาความจริงโดยยึดสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือของผู้ไต่สวนอิสระ แล้วแต่กรณีเป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”
สำหรับผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลฎีกาได้นั้น ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมาตรา 22 วางหลักให้เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และ มาตรา 27 ยังกำหนดให้ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาได้ หากมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งกับหลักฐานหรือก่ออันตรายประการอื่น
ขณะเดียวกัน กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ศาลฎีกาสามารถไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ตามมาตรา 32 ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนได้ เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้
(2) จำเลยเป็นนิติบุคคลและศาลได้ออกหมายจับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นแล้ว แต่ยังจับตัวมาไม่ได้
(3) จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไป และศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้
(4) ในระหว่างพิจารณาหรือไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณา เพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกไปจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล
ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่การไม่ให้นับอายุความสำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีตามนัยของมาตรา 33
“ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ
ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”
จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีผลให้บุคคลจำเลยที่หนีคำพิพากษาของศาล จะไม่ได้ประโยชน์จากอายุความอีกต่อไป
นอกจากนี้ มาตรา 34 ยังระบุเกี่ยวกับการที่จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีอีกว่า “ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไปในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”
ส่วนการริบทรัพย์สินนั้นร่างกฎหมายฉบับใหม่ยังให้คงไว้ตามเดิมตามมาตรา 45 โดยให้ครอบคลุมทรัพย์สิน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1.ทรัพย์สินหรือประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ 2.ทรัพย์สินที่
เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
3.ทรัพย์สินที่จูงใจให้บุคคลกระทำความผิด 4.ทรัพย์สินที่บุคคลได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอน และ 5.ดอกผลหรือประโยชน์อื่นใดจากทรัพย์สินดังกล่าว เว้นแต่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
สุดท้ายเป็นเรื่องของการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา มีสาระสำคัญตรงที่มาตรา 62 และ มาตรา 63 บัญญัติให้ต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์