ผ่าโครงสร้าง สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479045

ผ่าโครงสร้าง สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปท.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายความพยายามผลักดัน “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ​ผ่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธานมีอันต้องสะดุด

เมื่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) มีข้อสรุปให้ชะลอการบรรจุวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ของที่ประชุมใหญ่ สปท.ออกไป เพื่อให้มีการทบทวนรายละเอียดใหม่อีกรอบ

หลังจากหลายประเด็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ใน “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่เต็มไปด้วยความกังขา

​​ถึงขั้นทำให้ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน​ออกมาแสดงพลังแถลงคัดค้าน​พร้อมเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่การยื่นเรื่องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต่อ ​อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ให้ สปท.ชะลอการรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ  รวมทั้งให้ กมธ.ทบทวนเนื้อหาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญได้ขอให้เปลี่ยนตัว พล.อ.อ.คณิต ประธาน กมธ. โดยให้เลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจต่อการปฏิรูปสื่อมวลชนมาทำหน้าที่แทน

อีกด้านหนึ่งทางตัวแทนสื่อมวลชนที่นั่งอยู่ในอนุกรรมาธิการ​ 4 คน ได้แก่ จักร์กฤษ เพิ่มพูล ​ สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ และ​อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก​อนุ กมธ.การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกคัดค้านจากคนในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง เป็นเพราะรายละเอียดของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินั้น ที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.นี้เปิดช่องให้เกิดการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนจนขาดอิสระในการทำงาน

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกคณะกรรมการ 13 คน ที่จะมาจากผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพเลือกกันเอง 5 คน  ตัวแทนรัฐ 4 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นๆ 4 คน

ปัญหาอยู่ที่กรรมการในสัดส่วนภาครัฐ 4 คน ที่อาจเข้ามามีส่วนในการแทรกแซงและกดดันการทำงานของสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

เมื่อ “อำนาจ” ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ถูกกำหนดให้เป็นผู้พิจารณาขึ้นทะเบียน ออกใบอนุญาต และถอนใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ ​

ดังนั้น หากสื่อมวลชนเสนอข่าวไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้มีอำนาจ ย่อมมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ จนอาจเกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปตรวจสอบการทำงานภายใน 4 หน่วยงานรัฐนี้ได้ ​

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติยังถูกกำหนดให้มีอำนาจสามารถสั่งปรับองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของสภาโดยมีอัตราสูงสุดถึง 1.5 แสนบาท

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติยังมีหน้าที่พิจารณาคำร้องอุทธรณ์ที่ผู้เสียหาย หรือผู้เรียกร้องอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณาวินิจฉัยขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

รวมทั้งกำกับดูแลวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนที่ผู้เสียหาย หรือผู้ร้องเรียนมีต่อผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรสื่อมวลชน ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานกลางหรือข้อบังคับที่สภาวิชาชีพฯ กำหนด

ประเด็นนี้ยัง​ครอบคลุมไปถึงองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ไม่ได้จดแจ้งตาม พ.ร.บ.นี้ หรือที่ถูกเพิกถอนสมาชิกภาพไปแล้วด้วย

ที่สำคัญขอบเขตการควบคุมสื่อมวลชนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังกว้างขวางแพร่หลายตามคำนิยามในมาตรา 3  ที่กำหนด​จำกัดความ

ทั้ง “สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อกลาง หรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป

“ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเทศไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ

ประเด็นเหล่านี้นำมาสู่ความเคลือบแคลงที่อาจไปบั่นทอนการทำงานในอนาคตของสื่อมวลชน จนทำให้ความพยายามปฏิรูปสื่อมวลชนรอบนี้ผิดไปจากที่ควรจะเป็น​ จากนี้คงต้องดูว่าหลังการทบทวนแก้ไขของอนุกรรมาธิการแล้วสุดท้ายเนื้อหาจะออกมาอย่างไรต่อไป

 

Leave a comment