ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
27 มกราคม 2560 เวลา 06:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477883

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เริ่มออกสตาร์ทเรียบร้อยสำหรับ การเดินหน้าสร้างความปรองดอง โดยคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็นวิเคราะห์และสังเคราะห์ ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง ใน กมธ.การเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน
โดยนำผลสรุปจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาไว้แล้วมาเป็นพื้นฐานต่อยอด หากส่องเนื้อหาแต่ละชุดที่มีความคล้ายคลึงกัน อาทิ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งสรุป 6 ประเด็นสำคัญ อาทิ
1.สร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง โดยใช้กิจกรรมรูปแบบต่างๆ เช่น สังเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากรายงานผลการศึกษาและเอกสารต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต
2.แสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง โดยรวบรวมข้อเท็จจริง แรงจูงใจการละเมิดกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนำมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องประสบกับวิกฤตการณ์อีก
3.อำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย โดยนำหลัก และกระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นอันดับแรก ซึ่งกระทำได้โดยอาศัยกลไกตามกฎหมายที่มีในปัจจุบันและการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกระบวนการยุติธรรมสำหรับการปรองดองและสมานฉันท์
4.เยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2548-2557 โดยมีมาตรการในส่วนที่เป็นเงินและไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการชดเชยความเสียหายและการเยียวยา
ขณะที่ สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำข้อเสนอต่อคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2555 ต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง โดยต้องอาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ รวมทั้งต้องเปิดเผยความจริงโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาในอนาคต และศึกษาเหตุการณ์สำคัญไว้เพื่อการเรียนรู้ มิให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งอีกครั้ง
ส่วนการสร้างบรรยากาศปรองดองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับแนวทางกฎหมาย และการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแนวทางนี้จะต้องถูกผลักดันโดยรัฐบาลในฐานะเจ้าภาพหลักสื่อสารกับสังคม และรัฐควรแสดงเจตจำนงทางการเมือง รวมทั้งมีแนวทางที่เป็นรูปธรรม
สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้จัดทำรายงาน พ.ศ. 2555 เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นผู้เกี่ยวข้องความ ขัดแย้งทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ จะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศปรองดอง
นอกจากนี้ ควรนำหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศ เพื่อดึงทุกฝ่ายออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา และการชดเชยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงทางการเมือง
ส่วนรายงานของ คณิต ณ นครประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ทำข้อเสนอแตกต่างจากชุดอื่น อาทิ ให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะเกรงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ขณะเดียวกัน การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก ส่วนการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้จัดการวิกฤตการณ์ทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับ ซับซ้อนและบานปลาย