ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
06 มีนาคม 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483803

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อาการ “ดื้อยา” เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น หลัง พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งเครื่องแก้ปัญหาที่กำลังรุมเร้าด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาอำนวยความสะดวกในหลายต่อหลายเรื่องช่วงระยะหลัง
แน่นอนว่า ดาบวิเศษในมือ คสช.นี้มีสองคม คสช.เองก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้ดาบวิเศษในมือช่วงแรกๆ แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องหยิบยกมาใช้และใช้บ่อยมากขึ้น เพื่อเร่งสร้างผลงานกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา
ล่าสุดกับการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี หลังจากที่ความพยายามเจรจาขอเข้าไปตรวจค้นดูจะไม่เป็นผล แถมยังมีการระดมศิษยานุศิษย์เข้ามาเป็นโล่มนุษย์ขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่
แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดอำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษมาได้ระยะหนึ่งแล้ว กลับไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่การติดตามตัวพระธัมมชโยยังไม่มีความคืบหน้า
สะท้อนให้เห็นอำนาจที่เริ่มคลายความขลังกลายเป็นคำสั่งที่ไร้พลัง
ไม่ต่างจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ทั้งการแก้ปัญหาการทุจริตไม่ว่าจะเป็นการสั่งพักงาน ปลดออกจากตำแหน่งข้าราชการบุคลากรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสในหลายพื้นที่ และทำให้สังคมเทคะแนนให้กับความตั้งใจ
แต่หลังจากนั้นแต่ละกรณีกลับยังไม่มีความคืบหน้าทั้งในแง่คดีความ การติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดีหรือทำความจริงให้ปรากฏ ทำให้มาตรา 44 ที่หยิบมาใช้ดูจะไปได้ไม่สุดทางอย่างที่คาดหวัง
หลายเรื่องที่ควรจะใช้ช่องทางปกติกลับใช้มาตรา 44 ทั้งกรณีการสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ปัญหาให้ส่วนกลางเป็นคนออกข้อสอบและจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และยกเลิกจากเดิมที่ให้ทางท้องถิ่นเป็นคนจัดสอบ
การแก้ปัญหาการบุกรุกลำคลองสาธารณะตั้งแต่คลอง 2 ลาดพร้าวไปจนถึงคลองเปรมประชากร ซึ่งปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะจนกลายเป็นแหล่งสลัมเสื่อมโทรมที่ใช้มาตรา 44 ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขอสินเชื่อสร้างที่อยู่อาศัย พร้อมปลดล็อกระเบียบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น
มาจนถึงการงัดมาตรา 44 มาปลด วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรรมการพ้นจากตำแหน่ง หลังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากถึงปัญหาความไม่โปร่งใส
พร้อมขยับปรับมาตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัด กำกับ และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป
ยังไม่รวมกับอีกหลายเรื่องร้อนที่ค้างคายากจะแก้ไข คสช.ก็งัดมาตรา 44 เข้าไปจัดการ ทั้งการปฏิรูปตำรวจ กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน เพื่อให้เกิดความสุจริต เป็นธรรม
แม้แต่เรื่องใหญ่อย่าง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ก็ใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
จุดอ่อนของมาตรา 44 อยู่ตรงความเบ็ดเสร็จของอำนาจ ขาดการถ่วงดุลหรือร่วมพิจารณาด้วยความรอบคอบเมื่อใช้แก้ปัญหาหนึ่งก็อาจนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง
คล้ายกลับกรณีใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งแก้ปัญหาความล่าช้าในการขอสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ในระบบกว่า 1.2 หมื่นราย เพื่อช่วยจูงใจสร้างบรรยากาศการลงทุน
แต่อีกด้านหนึ่งกลับเริ่มมีคนออกมาท้วงว่ามาตรการนี้จะทำให้การเร่งออกสิทธิบัตรยา ส่งผลให้ราคายาแพงขึ้นและเป็นปัญหากับผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยานำมาสู่การเคลื่อนไหวให้ยกเลิกคำสั่งนี้
คล้ายกับแนวคิดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มาตรา 44 เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อรัฐบาลใช้แล้วไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ มีความรวดเร็ว มีผลได้ทั้งทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
“ทุกคนมีผิดพลาดได้ หรืออาจจะได้ข้อมูลไม่รอบด้าน การใช้อำนาจแบบนี้พอโต้แย้งไม่ได้ ก็มีประเด็นปัญหาที่ตามมาได้ ดังนั้น หลายเรื่องเราสามารถใช้กฎหมายปกติได้ จึงควรได้วางรากฐานสำหรับอนาคตด้วย”
การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงเป็นเรื่องเปราะบาง เมื่อทาง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าจะเดินหน้าใช้ต่อไป ก็เป็นที่สุ่มเสี่ยงและต้องระมัดระวังผลข้างเคียงที่จะย้อนกลับมายังคนใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง