ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480960

ประเดิมเปิดเวทีปรองดองรอบใหม่ในวันแห่งความรัก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม”
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประเดิมเปิดเวทีปรองดองรอบใหม่ในวันแห่งความรัก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” สร้างความชอบธรรมมากกว่า “หวังผล” นำไปสู่ความสำเร็จ
เริ่มตั้งแต่การเชิญตัวแทน 3 พรรค คือ ความหวังใหม่ เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย และคนธรรมดาแห่งประเทศไทย มาพูดคุยหารือตลอดจนการรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางปรองดอง ก่อนเชิญพรรคอื่นๆ ทยอยมาให้ข้อมูลจนครบ 70 กว่าพรรค
ด้านหนึ่ง ถือเป็นการออกตัวที่ถูกต้องกับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นที่ต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่จำกัดความคิดกันเองอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน และหาข้อสรุปออกมาตามความต้องการของตัวเอง
สุดท้ายก็จะไม่เป็นที่ยอมรับและทำให้เส้นทางปรองดองที่ต้องการไปไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจ
ทว่าอีกด้านหนึ่งในแง่การปฏิบัตินั้น การเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมารับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ยังดูไม่ต่างจากความพยายามรอบที่ผ่านมา ของคณะกรรมการแต่ละชุดที่เคยตั้งขึ้นมาแก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต ชวนให้คิดต่อไปว่าเมื่อต้นทางยังเป็นเช่นนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงไม่แตกต่างกัน
สอดรับกับความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายก่อนหน้านี้ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นมาเร่งทำงานทั้ง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ในช่วงโค้งสุดท้าย
เสียงสะท้อนออกมาเชิง “ดักคอ” กังวลว่ากระบวนการปรองดองที่มีแต่คนในกองทัพและ คสช.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากคู่ขัดแย้งและสังคมโดยรวม
เมื่อในบางมุม “กองทัพ” ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเสียเอง การจะมาเป็นเจ้าภาพอาจทำให้กระบวนการที่จะออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ
ยิ่งหากดูรายชื่อของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนในกองทัพ
แถมบรรยากาศการรับฟังความคิดเห็นยังดูไม่อำนวยให้พรรคการเมืองแสดงความคิดความเห็นได้อย่างอิสระเต็มที่ ทั้งแง่ “สถานที่” ซึ่งไปจัดกันที่ “ศาลาว่าการกลาโหม” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวก ประหยัด หรือ อะไรก็แล้วแต่ แต่มุมนี้กลับมีแต่จะไปลดน้ำหนักความพยายามรับฟังความคิดเห็น
รวมไปถึงการปิดห้องคุย ไม่เปิดให้สื่อมวลชน หรือคนกลางที่ควรจะได้ไปรับรู้รับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง หรือเสียงสะท้อนจากฝ่ายคณะทำงานว่ารับปากเรื่องใดหรือปฏิเสธเรื่องใด ตลอดจนการตั้งเงื่อนไขของฝ่ายต่างๆ
ซึ่งควรเป็นเรื่องเปิดกว้างให้สังคมได้รับรู้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีลับลมคมในหรือแอบไปมุบมิบมี “ซูเปอร์ดีล” ต่อรองเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการ
อีกด้านยังช่วยทำให้สังคมได้เห็นกระบวนการตั้งแต่ต้นทางและพัฒนาการความเป็นมาเป็นไปของเส้นทางปรองดองไม่ใช่มารู้เอาตอนปลายทาง เพราะแม้สุดท้ายถึงจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นความพยายาม หรือความตั้งใจในขั้นตอนต่างๆ ที่ทำมา
อย่าลืมว่าความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นเวลานี้ “ซับซ้อน” และ “หมักหมม” มายาวนาน
คู่ขัดแย้งเวลานี้ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่มอย่างที่เคยเข้าใจ แต่ความขัดแย้งได้พัฒนาไปจนกลายเป็นความขัดแย้งในพื้นที่กว้างขวาง การแก้ไขความขัดแย้งจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ในกระบวนการที่กำลังพยายามทำ
ถึงจะยุ่งยากหรือต้องใช้เวลานานกว่าปกติ อีกทั้งยังอาจเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในระหว่างทาง แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องและทำให้ผลการปรองดองที่ทำนั้นยั่งยืนและเห็นผลได้ดีกว่า
ไม่เช่นนั้นความพยายามครั้งนี้ย่อมได้ผลไม่ต่างจากรอบอื่นๆ
หากจำได้หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 คสช.ได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ
รูปแบบการทำงานครั้งนั้นดูจะเริ่มต้นไม่ต่างจากครั้งนี้ คือการเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดความเห็นปัญหา เพื่อจะหาข้อสรุปไปแก้ปัญหา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง
เมื่อทุกอย่างกำลังวนกลับไปเดินตามซ้ำรอยเดิม ผลลัพธ์ย่อมไม่แตกต่างจากเดิม
แม้พรรคใหญ่จะประกาศมาให้ข้มูลหรือ 70 กว่าพรรคในประเทศไทยจะมาให้ข้อเสนอแนะความต้องการของตัวเอง แต่เมื่อบรรยากาศยังเป็นไปแบบลึกลับ ย่อมทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากสังคม
อีกด้านทางพรรคการเมืองเองก็ยังกังวลว่าข้อเสนอที่เสนอไปนั้น อาจไม่ได้รับการนำไปพิจารณา พร้อมคิดไปไกลว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีธงไว้เรียบร้อยแล้ว
ตอกย้ำแนวคิดที่พรรคการเมืองมองเคยออกมาดักคอว่าทาง คสช. และแม่น้ำสายต่างๆ มีอคติและโยนนักการเมืองกลายเป็นจำเลยความเสียหายในอดีตทั้งหมด
หากเป็นเช่นนั้นเวทีรับฟังความคิดเห็นรอบนี้ย่อมเป็นเพียงแค่พิธีกรรมไม่ต่างจากที่ผ่านมา และสุดท้ายย่อมไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายปรองดองได้สำเร็จ