ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/262977
การเมือง : 4 มี.ค. 2560
ปมเงินที่ปรึกษา ไทยเบฟฯ เขย่า“ศานิตย์”ผิดจริง มีสิทธิ ติดคุก!!!
4 มี.ค.60 – การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ของพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวรผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)ครั้งเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นำมาซึ่งคำถามต่อนายตำรวจรายนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนที่ระบุว่าพล.ต.ท.ศานิตย์มีรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาบริษัทไทยเบฟเวอเรจจำกัดหรือเจ้าเบียร์ช้างเดือนละ50,000บาทมาตั้งแต่ปี2558
เสียงวิพากย์วิจารณ์ในแง่ลบจึงตามรบเร้านายตำรวจรายนี้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเพราะการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายไม่เฉพาะตำแหน่งผบช.น.แต่พล.ต.ท.ศานิตย์ยังเป็นคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กทม.โดยตำแหน่งด้วยนั้นจึงต้องเข้มงวดกวดขันในทุกบริบทที่น้ำเมาเข้าไปเกี่ยวข้องแต่เอกสารบัญชีทรัพย์สินฯกลับโชว์หราคนมีหน้าที่ควบคุมไปรับเงินเป็นที่ปรึกษาจากคนที่ต้องถูกควบคุมเลยมีคำถามถึงความเหมาะสมมากมาย
ล่าสุด พล.ต.ท.ศานิตย์ ได้ยื่นเอกสารชี้แจงเรื่องดังกล่าวต่อผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ไม่เคยเป็นที่ปรึกษาและรับเงินจากเอกชนรายดังกล่าวหลังถูกร้องเรียนเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ทั้งอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ที่เตรียมเอกสารบัญชีทรัพย์สินฯที่ยื่นต่อป.ป.ช.แต่ข้อมูลรายละเอียดและตัวเลขต่างๆที่ให้เจ้าหน้าที่จัดทำแทนนั้น ต้นทาง คือ พล.ต.ท.ศานิตย์ ไม่ได้เป็นคนเตรียมให้ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่พล.ต.ท.ศานิตย์ อ้างถึงว่าเป็นคนทำเอกสารผิดพลาดไปหา ไปรวบรวมเอาเองแบบนั้นใช่หรือไม่
เรื่องนี้คงไม่เข้าทำนอง“ตายน้ำตื้น”เพราะถ้าการอ้างเหตุว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำเอกสารผิดพลาด พล.ต.ท.ศานิตย์ไม่ได้ทำด้วยตัวเองจะฟังขึ้นหรือไม่ไม่รู้ แต่ในเมื่อมีการเซ็นชื่อรับรองเอกสารบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ยื่นก็เท่ากับว่าพล.ต.ท.ศานิตย์ตรวจสอบดีแล้วว่าข้อมูลที่ยื่นต่อป.ป.ช.ถูกต้องและเป็นความจริงทุกประการไม่ใช่การเซ็นชื่อแบบผ่านๆ
อีกทั้งการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯครั้งรับตำแหน่งสนช.ของพล.ต.ท.ศานิตย์ คงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งทำครั้งแรกสำหรับเจ้าตัวเพราะการดำรงตำแหน่งข้าราชการตำรวจระดับสูงของพล.ต.ท.ศานิตย์มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.อยู่แล้วเพียงแต่กฎหมายป.ป.ช.ไม่ได้ระบุให้เปิดเผยต่อสาธารณะเหมือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จึงมีคำถามตามมาว่าป.ป.ช.ต้องลงมือตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีทรัพย์สินฯที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ เคยยื่นมาครั้งก่อนๆในตำแหน่งข้าราชการตำรวจด้วยหรือไม่
แล้วการที่พล.ต.ท.ศานิตย์โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ที่ทำเอกสารบัญชีทรัพย์สินฯที่ยื่นต่อป.ป.ช.นั้น เมื่อเรื่องแดงออกมาเหตุใดถึงไม่รีบชี้แจงต่อป.ป.ช.และสังคมว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไรแต่กลับเลือกเล่นบท นิ่งเงียบมา2-3เดือนวางท่าสงบหวังสยบความเคลื่อนไหวถึงค่อยมาชี้แจงต่อผู้ตรวจฯภายหลังเมื่อถูกร้องเรียน
เรื่องนี้พล.ต.ท.ศานิตย์จะเข้าข่ายยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จต่อป.ป.ช.หรือไม่คงต้องติดตามต่อ
แต่ทว่าตาม มาตรา119ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542บัญญัติว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ภายในเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนดหรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีนี้ว่าพล.ต.ท.ศานิตย์จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา103ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542หรือไม่นั้นต้องรอผู้ตรวจฯพิจารณาว่าพล.ต.ท.ศานิตย์ผิดต่อมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ ถ้าผิดขั้นตอนต่อไปคือป.ป.ช.ต้องมาพิจารณาว่าผิดกฎหมายของป.ป.ช.หรือไม่ เรื่องนี้จึงมีสองขั้นตอนที่ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่และขั้นตอนของป.ป.ช.ที่ต้องพิจารณาความผิดทางอาญา
ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช.เคยกล่าวถึงกรณีนี้ว่า ถ้าการกระทำเข้าข่าย ก็ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย พร้อมหยิบยกพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542มาตรา103ที่บัญญัติว่าห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการป.ป.ช.กำหนด
ซึ่งมาตรา103จะไปเชื่อมโยงกับมาตรา122ของพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบทุจริตพ.ศ.2542ที่บัญญัติว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา103ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
จึงต้องติดตามต่อไปว่าการตรวจสอบกรณีนี้ของพล.ต.ท.ศานิตย์ หากปรากฎว่าพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดมาตรา103และมาตรา119ของกฎหมายของป.ป.ช.ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกนั้น จะเขย่าอนาคตนายตำรวจเจ้าของฉายา “น.1 บึ่งทุกที่” และเป็นเจ้าของวลี “ตำรวจ 99.99%เป็นคนดี” แค่ไหน
