สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/483732

สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์

โดย…ส.คนจริง

ตามที่ผมเขียนไปว่าเรื่องพระพิมลธรรมจบไปนาน ทิ้งตำนานให้ชาวพุทธศึกษา ส่วนเรื่องพระธัมมชโยจะกลายเป็นเรื่องเสียดแทงใจชาวพุทธไปอีกนานแค่ไหน สังสารวัฏเท่านั้นย่อมรู้

วันที่ 3 มี.ค. 2560 เรื่องพระธัมมชโยก็ยังไม่จบ แม้จะเข้าสัปดาห์ที่ 3 หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ให้ดีเอสไอควานหาตัวอดีตเจ้าอาวาส พระธัมมชโย เอามาลงโทษตามกฎหมาย แต่พยายามแล้วพยายามอีกก็ยังไม่ได้ตัว จนกระทั่งวันที่ 25 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ ม.44 เปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จาก พนม ศรศิลป์ มาเป็นคนของดีเอสไอ คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่มีตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ด้านภาษีอากร เรื่องนี้ไม่ต้องแปล โปรดเข้าใจได้เลยว่า คสช.ส่งคนมายึดพื้นที่มหาเถรสมาคม (มส.) เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คือ ตำแหน่งเลขาธิการ มส. ครับ

วันนี้ขอศึกษาเรื่องพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ต่อ ตั้งชื่อเรื่อง สมเด็จพระสังฆราชสลายชุมนุมยุวสงฆ์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง ท่านเล่าในหนังสือ ผจญมาร ว่าหลังจากศาลทหารกรุงเทพพิพากษายกฟ้อง ท่านก็เปลี่ยนจีวรจากสีขาวเป็นจีวรสีกรักบนศาลทหาร ในกระทรวงกลาโหม ทันที

ท่านเล่าว่า เรื่องของท่านอยู่ในความสนใจของพระสงฆ์ สนามหญ้าในกระทรวงกลาโหมจึงเต็มไปด้วยสีเหลือง เมื่อศาลพิพากษาแล้วได้เดินไปกราบพระประธานที่วัดมหาธาตุ และเจ้าอาวาสวัดนั้น ฉันเพลที่บ้านโยมเสร็จ กลับไปขออนุญาตตำรวจอยู่ต่อที่สโมสรกรมตำรวจ เพราะยังไม่ถึงวันปวารณาออกพรรษา ตำรวจสันติบาลไม่ขัดข้อง ตอนนี้อยู่ในฐานะผู้อาศัย ก่อนหน้านั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหาและจำเลย ครั้นออกพรรษาแแล้ว จึงบอกลาตำรวจสันติบาล ย้ายเข้าวัดมหาธาตุ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2509 รุ่งขึ้นวันที่ 8 พ.ย.ก็จัดทำบุญวันเกิดอายุ 64 ปี ที่วัดมหาธาตุ ในเวลาเดียวกัน

อาสภเถระ อยู่วัดมหาธาตุในฐานะพระลูกวัด และทำกิจของสงฆ์มิได้ว่างเว้น จนถึงวันที่ 20 มี.ค. 2515 จะมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จพระสังฆราชวัดมกุฏฯ ที่มรณภาพเนื่องจากอุบัติเหตุ คณะศิษย์ในอาสภเถระเคลื่อนไหวทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ ขอความเป็นธรรมให้อาสภเถระที่ถูกถอดจากพระพิมลธรรมและอัตถการีเถระที่ถูกถอดจากพระศาสนโสภณ แต่ไม่มีคำตอบใดๆ

นับแต่นั้น เรื่องก็ดำเนินไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ระหว่างพุทธจักรและศาสนจักร แต่อดีตพระพิมลธรรมและพระศาสนโสภณ ก็ยังเป็นอดีตเหมือนเดิม ขณะที่คณะศิษย์มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คืนสมณศักดิ์ให้พระเถระทั้งสองรูป เพราะถือว่าสิ่งที่ท่านถูกกล่าวหาได้รับการวินิจฉัยจากศาลว่าพ้นมลทินแล้ว ผ่านมา 14 ปี จนกระทั่งถึงวันที่ 16 ธ.ค. 2517 มีพระภิกษุหลายรูปรวมตัวทำหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ ให้คืนสมณศักดิ์ เมื่อรับเรื่องสมเด็จพระสงฆราชทรงตั้งอนุกรรมการพิจารณา และอนุกรรมการเสนอวันที่ 30 ธ.ค. 2517 สรุปในทำนองว่าเรื่องจบไปแล้ว เป็นพระบรมราชโองการให้ถอดสมณศักดิ์แล้ว ประกอบกับพระที่ต้องอธิกรณ์ก็ไม่ควรได้สมณศักดิ์อีกด้วย แปลว่า อนุกรรมการไม่เอาด้วย

แต่ที่ประชุม มส.เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชควรมีพระบัญชาเรียกทั้งอาสภเถระ และอัตถการีเถระมาถามความสมัครใจ และให้มีอนุกรรมการศึกษาและติดตามงานด้วย

วันที่ 10 ม.ค. 2518 พระภิกษุสามเณรประมาณ 400-500 รูปในนามยุวสงฆ์เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมให้พระเถระทั้งสองรูป ที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ

วันที่ 11 ม.ค. 2518 ที่ประชุมตกลงให้พระมหาทองใบ อินฺทโชโต ยื่นคำขาดต่อสมเด็จพระสังฆราชให้ มส.ยกเลิกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และคำสั่งฆนายก (พ.ศ. 2503) ที่เกี่ยวกับท่านทั้งสองรูป ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้คำตอบ ที่ชุมนุมลานอโศก จึงจัดหนัก หาพระอาสาสมัครอดอาหารประท้วงได้ 5 รูป เมื่อถึงวันที่ 13 ม.ค. 2518 ที่ประชุม มส.พิจารณาเรื่องที่อนุกรรมการเสนอมาแล้ว ที่ประชุมให้นิมนต์พระเถระทั้งสองรูปมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 18 ม.ค. 2518 ที่วิหารวัดราชบพิธ

แต่เอาเข้าจริงให้เข้าเฝ้าวันที่ 16 ม.ค. 2518 ในเวลา 18.00 น. เมื่อที่ประชุมพร้อม สมเด็จพระสังฆราชตรัสถามด้วยความห่วงใยในการชุมนุมของยุวสงฆ์ ที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ ด้วยรุนแรงถึงกับอดอาหารประท้วงกันแล้ว จึงหารือว่าจะปฏิบัติอย่างไร ที่ชุมนุมจึงจะยุติ

อาสภเถระก่อนถวายความเห็น ได้กล่าวไปว่า การก่อตัวของยุวสงฆ์นั้นท่านไปต่างจังหวัดหลายวัน จึงไม่ทราบที่มาที่ไปมากนัก ถึงกระนั้นได้ถวายความเห็นที่ควรเป็นทางออก และที่ประชุมตกลงตามเสนอ คือ ต้องยินยอมตามที่ชุมนุมยุวสงฆ์เรียกร้อง โดยเพิกถอนพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ฉบับลงวันที่ 8 ก.ย. 2503 และคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ฉบับลงวันที่ 19 ก.ย. 2503

เมื่อได้ข้อยุติ ที่ประชุมให้อาสภเถระร่างพระดำรัสสมเด็จพระสังฆราช ตอบที่ชุมนุมยุวสงฆ์

ในขณะเดียวกัน อาสภเถระกราบทูลนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชให้เสด็จเยี่ยมที่ชุมนุม

ยุวสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น

บ่ายวันที่ 17 ม.ค. 2518 ชุมนุมยุวสงฆ์ ลานอโศก ได้รับเสด็จสมเด็จพระสังฆราช เจ้าหน้าที่จัดสถานที่ประทับที่หน้ามหาธาตุวิทยาลัย โดยมีอาสภเถระและอัตถการีเถระตามเสด็จ รวมทั้งพระเถระอีกหลายรูปและอธิบดีกรมการศาสนา

คณะยุวสงฆ์ รวมทั้งผู้ที่อดข้าวประท้วง 5 รูป ต่างพร้อมใจกันกราบนมัสการ และขอขมาสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานโอวาท เป็นที่ปลาบปลื้มแก่ทุกฝ่าย ว่าข้อเรียกร้องก็สมปรารถนา แต่ไม่ใช่ว่าท่านจะเป็นผู้บันดาลให้ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุและผลที่เหมาะสม ตอนหนึ่งพระโอวาทว่า การมีกฎเกณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ จะทำอะไรตามใจ ไม่ถือระเบียบแบบแผนไม่ได้ จะยุ่งเหยิง พร้อมกันนั้นพระองค์ท่านเรียกร้องให้ที่ประชุมเทิดทูนพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนไว้ด้วยชีวิตจิตใจ โดยให้เริ่มจากตัวเราก่อน อย่าให้คนอื่นเทิดทูนก่อนเลย

ในที่สุดยุวสงฆ์ที่ชุมนุมกันมาตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2518 ก็สลายตัว

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้รับสนองพระบรมราชโองการคืนสมณศักกดิ์ พระพิมลธรรม แก่อาสภเถระ และพระศาสนโสภณ แก่อัตถการีเถระ

สมเด็จพระสังฆราชที่เสด็จไปสลายการชุมนุมยุวสงฆ์ครั้งนั้น ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

 

Leave a comment