ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229623
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ : 12 มิ.ย. 2559
บายไลน์ – ศ.ระพี สาคริก
ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว
นี่แหละครับที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามนุษย์ไม่รู้จักให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำลาย เพราะจิตใจมนุษย์ที่มันแข็งนั้นไม่ได้แข็งไปในทางดี หากแข็งไปในทางทารุณโหดร้ายเช่นนี้แล้วเราเองจะคาดการณ์ผิดไปได้ยังไง ผมบอกตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมไม่ชอบความไม่เป็นธรรมของมนุษย์ ถึงได้หันมาจับกล้วยไม้ ครั้นหันมาจับกล้วยไม้เราก็พบความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วจะให้ผมหวังอะไรได้กับมนุษย์ขี้เหม็น เคี้ยวเข็ญเทวดา
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เมืองทองธานี เขาเชิญผมไปให้สัมภาษณ์เขาก็ไป ผมพูดขึ้นมาเองว่า “เอาอีกแล้วหรือ???” บางคนถามว่า “คุณว่าใคร” ผมตอบง่ายๆว่า “ครับ ผมด่า แต่ผมด่าตัวเอง” เพราะไม่อยากเห็นคนทำลายธรรมชาติ เพราะมนุษย์มีธรรมชาติที่อดใจไม่อยู่ ถ้ามนุษย์อดใจไม่อยู่ มนุษย์ก็จะหันมาทำร้ายตัวเองด้วย แต่เราพูดอะไรหรือทำอะไรไปก็ตามมักรู้สึกตัวได้ยาก
จากสนามบินบ่อฝ้าย ผ่านพื้นที่หัวหินมาแล้ว ผมหวนกลับไปดูข้างหลังแล้วก็พูดว่า ข้างหลังเรานั่นแหละมันเคยมีกล้วยไม้อยู่มากมายก่ายกอง ผมนึกถึงครั้งหนึ่ง บริเวณหลังตลาดหัวหินนั่นเอง ที่มีผู้คนเดินเบียดเสียดเยียดยัดกันเต็มไปหมด ทีนี้ผมก็พูดขึ้นว่า “เอาอีกแล้วหรือ” ใช่แล้วครับตรงหลักกิโลเมตร 260 กว่าๆ นั่นแหละ ถ้าเหลียวไปทางซ้ายมือแล้วมองออกไปจนกระทั่งแทบจะสุดสายตา แต่ก่อนมีแต่ดงดอกไม้สวยๆ งามๆ ที่ธรรมชาติได้ปลูกไว้ประดับโลกใบนี้ให้มนุษย์มีคุณธรรมกับศีลธรรม
แต่แล้วก็ทำไม่สำเร็จ เพราะภาพรวมของมนุษย์มีทั้งใจดีใจร้าย ผมรู้ชัดเจนว่าคนใจร้ายมีมากกว่าคนใจดีเป็นไหนๆ คนใจร้ายมีแต่ความหิวโหย และสิ่งที่ร้ายที่สุดก็คือการหิวโหยอยากจะกินเลือดมนุษย์ ตรงนี้เองถ้าคุณไปค้นหาบทความเรื่องหนึ่งซึ่งผมเขียนไว้นานมาแล้วว่ากราบเถอะครับ กรุณาอย่าเหี้ยมโหดนะ คุณฆ่ามนุษย์หรือจะคิดฆ่าต้นไม้เราก็เรียกว่าคนใจร้ายได้ทั้งนั้น
ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าแม้แต่เราเห็นเศษกล้วยไม้มันตกอยู่ที่พื้นดิน แล้วใบมันก็ฉีกขาดแทบไม่เหลือ นั่นคือความทารุณโหดร้ายของมนุษยชาติ มิน่าละตามที่หลักธรรมท่านได้ชี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีวิถีการเปลี่ยนแปลงที่หมุนวนเป็นวัฏจักร
ผมเดินทางออกไปต่างประเทศครั้งแรก แม้มันจะใกล้นิดเดียวแต่ผมก็ได้เห็นในสิ่งที่น่าคิด ช่วงนั้นผมได้รับเชิญจากปีนังให้ไปร่วมงานแสดงกล้วยไม้ที่นั่น
ในช่วงนั้นเครื่องบินบินออกต่างประเทศก็ยังเป็นเครื่องบินดาโกตา 2 เครื่องยนต์ แต่ผมมีคนรู้จักมากมายจนกระทั่งกัปตัวบนเครื่องบินคนนี้เรียกผมขึ้นไปนั่งข้างๆ แทบทุกครั้งที่บินด้วยดาโกตา
ขากลับขณะที่กำลังเตรียมตัวร่อนลงสนามบินที่ภูเก็ต ผมใจหายใจคว่ำ เพราะเห็นกัปตันแกเครียดไปทั้งตัว แหม่ เกือบลงทะเลแน่ะครับ เพราะลูกล้อมันไปหยุดอยู่ที่ขอบสนามบินพอดี ผมได้ยินเสียงกัปตันบ่นว่า “อาจารย์ครับ ขาผมแข็งไปหมด”
พอดีกันแหละครับ พอผมเดินลงจากเครื่องบินซึ่งมีบันไดทอดลงมาข้างล่าง ขาผมเกือบเหยียบกล้วยไม้ม้าวิ่ง ที่มันขึ้นกระทั่งจากป่ามาถึงเครื่องบินด้วยแล้ว
นี่แหละครับอะไรที่คนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าตนไปอยู่ที่ไหน สิ่งนั้นมันก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ เพราะเหตุนี้เองละครับที่เขาเรียกกันว่า ที่ไหนมีน้ำที่นั่นก็มีมนุษย์มาอาศัยอยู่ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นก็มีต้นไม้มาอาศัยอยู่ ดังนั้นจึงอย่าไปทำร้ายต้นไม้เลยครับ
เป็นปีเดียวกันกับที่ผมถูกเพื่อนที่เคยเรียนชั้นเดียวกันมาก่อนเอาไปฟ้องอธิการบดีว่าผมเป็นคนทำอะไรเพื่อตนเอง ขอบคุณครับถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นใคร แค่นั้นก็นับว่าดีที่สุดแล้ว
