‘คุกคามสื่อ-ข่มขู่ประชาชน’ ‘ฟ้องปิดปาก’บีบคั้น‘ห้ามแฉ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/225969

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ฟ้องปิดปาก” หมายถึงการที่บุคคลหรือองค์กรหนึ่งใช้กระบวนการทางศาลฟ้องคดีโดยไม่ได้มุ่งหวังแสวงหาความเป็นธรรม แต่เพื่อ “ข่มขู่” สื่อมวลชนหรือบุคคลอื่นๆ ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตน เน้นการทำให้เกิดคดีมากๆ เพื่อที่คู่กรณีจะได้ “ว้าวุ่น” อยู่กับการขึ้นโรงขึ้นศาล วิธีการดังกล่าวมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่บุคคลหรือองค์กรนั้นๆ ถูกตรวจสอบ “ความไม่ชอบมาพากล” บางอย่างจากสื่อมวลชนบ้าง ภาคประชาชนบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานเสวนาเรื่อง “การฟ้องหมิ่นประมาท : จุดสมดุลระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม” ซึ่งในงานดังกล่าว นายอานนท์ ชวาลาวัณย์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ (iLaw) ยกตัวอย่างคดี “ภูเก็ตหวาน” กรณี กองทัพเรือ ฟ้องหมิ่นประมาท สำนักข่าวภูเก็ตหวาน เนื่องจากเผยแพร่รายงานพิเศษจากสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เรื่องทหารไทยรับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์ผู้อพยพทางเรือ

แม้ในเวลาต่อมาศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ 2161/2557) ให้ยกฟ้องจำเลย แต่ระหว่างการฟ้องร้องจำเลยก็ได้รับผลกระทบ มีความเสี่ยงถูกควบคุมตัวมาบีบคั้น ต้องหาเงินเพื่อประกันตัว ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ อีกทั้งทำให้เกิดความกลัวแก่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่นักข่าวพลเมือง

ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบคือ “ความซ้ำซ้อน” ของกฎหมาย ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 “มาตรา 14” ว่าด้วยการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ อันเป็นข้อหาที่ “ยอมความไม่ได้” มักถูกใช้“ฟ้องพ่วง” กรณีหมิ่นประมาทไปด้วย

ซึ่งถือว่า “ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย” เนื่องจากมาตราดังกล่าวมีไว้เพื่อเอาผิดกับการ “ปลอมแปลงข้อมูล” เทียบเคียงกับการ “ปลอมแปลงเอกสาร” ทั่วๆ ไปที่อยู่นอกระบบคอมพิวเตอร์อีกทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไม่ว่าด้วยช่องทางใดๆ ก็ตาม มีกฎหมายอื่นรองรับไว้อยู่แล้ว

นั่นคือ “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328”!!!

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ให้บริการเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ ร้อยละ 80-90 ตัดสินใจ “เซ็นเซอร์ตนเอง” ด้วยเกรงว่าจะมีความผิด 3 กรณี คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หมิ่นประมาท และละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะไม่อยากเสียทั้งเงินและเวลาไปกับการต่อสู้คดีความ เท่ากับปิดกั้นสาธารณชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไปโดยปริยาย

ด้าน รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า แม้กลยุทธ์การฟ้องปิดปากจะถือเป็นปัญหา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่มาแก้ไข เพราะกฎหมายปัจจุบันอย่าง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 เปิดช่องให้แสดงความเห็นในกิจการสาธารณะได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 25 ขอให้ศาลชี้ขาดยุติคดีได้โดยไม่ล่าช้า เป็นต้น

“บ้านเราฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาถูกนำมาใช้มาก เพราะถูกและดีในแง่ที่ว่าไม่มีค่าขึ้นศาล และมีคุกบีบให้ผู้ถูกฟ้องมาจ่ายค่าเสียหาย ถ้าฟ้องทางแพ่งไม่มีใครกลัว เพราะไม่มีก็ไม่จ่าย แต่การฟ้องอาญาไม่มีประโยชน์กับสาธารณะเลย เพราะทำคนไม่กล้าติดตามเรื่องสาธารณะ และรัฐก็ต้องมาจ่ายแพงกว่ามาก ถ้าทำกันเยอะๆ ก็เท่ากับขัดขวางการแสดงความเห็นในเรื่องสาธารณะ ทำให้กิจการสาธารณะไม่โปร่งใส”อาจารย์ปกป้อง ให้ความเห็น

แม้ว่าการฟ้องคดีจะเป็น “สิทธิ” ที่พึงกระทำได้ตามกฎหมาย แต่เจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมคือ “อำนวยความเป็นธรรม” มิใช่เป็นเครื่องมือให้ผู้ใดนำไปใช้ “ข่มขู่คุกคาม” ผู้ตั้งข้อสังเกตในประเด็นที่มีผลกระทบต่อสังคมและการทำแบบนี้นอกจากจะไม่ทำให้ชื่อเสียงดีขึ้นแล้ว ยังมีแต่จะแย่ลงอีกด้วย

เมื่อเทียบกับ “การทำให้โปร่งใส” ชี้แจงได้ชัดเจน“ทุกข้อข้องใจ” !!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment