ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/228930
วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ชุมชนแสมสาร” หรือตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีชื่อเสียงในฐานะ “แหล่งอาหาร
ทะเลสด” ของไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก
ทว่า…ขณะนี้พื้นที่แห่งนี้กำลังเกิด “ข้อพิพาท” ระหว่างชาวชุมชนแสมสารที่ยืนยันว่านี่เป็น “ชุมชนเก่าแก่” สืบสาวย้อนกลับไปได้ราวร้อยปี กับ “กองทัพเรือ” ที่ระบุว่าชาวบ้าน “บุกรุก” เขตทหารหรือพื้นที่ของรัฐ และให้ชาวบ้านไป “ทำสัญญาเช่า” ที่ดินดังกล่าวกับกรมธนารักษ์ ซึ่ง “สกู๊ปแนวหน้า” ได้เคยนำเสนอประเด็นข้อขัดแย้งไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา(http://www.naewna.com/scoop/228162)
จากข้อพิพาทดังกล่าว “สกู๊ปแนวหน้า” ได้ลงพื้นที่ชุมชนแสมสาร ที่นี่เราพบกับ “หทัยทิพย์ สุขเนียม” ชาวบ้านรายหนึ่งในชุมชน ซึ่งให้ข้อมูลว่า แสมสารมีพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ พื้นที่โซนที่ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ เป็นที่ตั้งชุมชนแสมสาร วัดและโรงเรียน, พื้นที่โซนที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 972 ไร่ เป็น “พื้นที่หวงห้าม” ของกองทัพเรือ แต่มีการเข้าทำประโยชน์
พื้นที่โซนที่ 3 มีเนื้อที่ประมาณ 319 ไร่ เป็นที่อยู่ของชาวบ้าน เป็นพื้นที่นำร่องแก้ไขปัญหาที่ดินแสมสาร โดยมีชาวบ้านมา “แสดงสิทธิ์” ในแปลงที่อยู่อาศัย และพื้นที่โซนที่ 4 จำนวน 430 ไร่ พื้นที่นี้ไม่มีคนอยู่อาศัย และกองทัพเรือได้ทำการกันพื้นที่ออกเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
“พื้นที่โซนที่ 2” กำลังมีปัญหามากที่สุด!!!
“หทัยทิพย์” เล่าว่า ที่ผ่านมาผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบคนก่อนๆได้ทำ “ข้อตกลง” ให้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่โซนที่ 2 ได้ ทว่าเมื่อมีการเปลี่ยนเป็นผู้บัญชาการคนปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับทหารเรือเริ่ม “ขัดแย้ง” เมื่อฝ่ายทหารมองว่าชาวบ้านนั้นบุกรุกพื้นที่ความมั่นคง
“ที่ผ่านมาชาวบ้านกับทหารมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เวลามีกิจกรรมอะไรชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จนกระทั่งเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาก็เริ่มมีปัญหาระหองระแหงเรื่อยมา” หทัยทิพย์ กล่าว
เมื่อถามว่าชาวบ้านมีหลักฐานยืนยัน “ตัวตน” การมีอยู่ของชุมชนบ้างหรือไม่?…“นภดล พรบริบูรณ์” ชาวบ้านแสมสารอีกราย หอบเอกสารจำนวนมากมาแสดงให้เราได้ดู อาทิ แผนที่“ปราจีนบุรี” ซึ่งทำการสำรวจในปี 2460 และตีพิมพ์ในปี 2465 โดยภาษาที่ใช้ในแผนที่เป็น “ภาษาโบราณ” อาทิ “ช่องแสมสาน”(ปัจจุบันเขียนว่าแสมสาร) , “เซ็นติเม็ตร์”(ปัจจุบันเขียนว่าเซนติเมตร) พบว่าบนแผ่นดินส่วน “แหลม” ยื่นลงมาบริเวณช่องแสมสาน ปรากฏสัญลักษณ์ของ “วัด” และ “เจดีย์” บนพื้นที่ดังกล่าว
นี่คือ “วัดช่องแสมสาร” ศูนย์รวมจิตใจของชาวแสมสารมาช้านาน!!!

นภดล ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดที่ดินดังกล่าวถึงกลายเป็น “ที่ราชพัสดุ” โดยกรมธนารักษ์ไปได้ ในเมื่อ พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ เพิ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2518 แต่ชาวบ้านอยู่กันมาก่อนหน้านั้นแล้ว พร้อมกับโชว์ “ภาพถ่ายทางอากาศ” ที่ระบุว่าถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2517 “ก่อนหน้า” ที่รัฐบาลจะออกกฎหมายเสียอีก
“ชาวบ้านไปบุกรุกที่ได้อย่างไร? และทำไมเราถึงต้องไปเช่าที่จากกรมธนารักษ์ด้วย ในเมื่อกฎหมายมันออกมาปี 2518 แต่เราอยู่มาก่อนหน้านั้นแล้ว” นภดล ระบุ
เช่นเดียวกัน…ชาวบ้านรายนี้ ยังตั้งคำถามถึงกองทัพเรือ ที่อ้างถึง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2478 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 โดยใน มาตรา 4 ระบุว่า ห้ามผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ โดยกองทัพเรือกล่าวว่า พื้นที่ของชุมชนแสมสารเป็นพื้นที่รกร้างนั้น “จะเรียกว่ารกร้างได้อย่างไร?” ในเมื่อมีชุมชนตั้งอยู่ และอยู่มาก่อนมีกฎหมาย ทั้งนี้นอกจากแผนที่แล้ว ยังมี “หลักฐานทางโบราณคดี” อีกมากที่ยืนยัน “ความเก่าแก่” ของชุมชนได้อย่างชัดเจน
นภดล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มักบอกกับชาวบ้านว่า “ถึงอยู่มานานแต่ไม่เกิดสิทธิ์” เนื่องจากอ้างข้อกฎหมายซึ่งระบุให้ชาวบ้านนำเอกสารยืนยันการครอบครอง“ส.ค.1” ไปยืนยันกับกองทัพเรือ ทว่าหากมองในบริบทความเป็นจริง พื้นที่แสมสารเมื่อเกือบร้อยปีก่อน “ไกลปืนเที่ยง” ขณะที่ประชากร “รู้หนังสือ” ในเวลานั้นก็ยังมีน้อย จึงมองว่า “ไม่เป็นธรรม”หากภาครัฐจะอ้างแต่ข้อกฎหมายแต่เพียงด้านเดียว
“อยากให้มองไปถึงวิถีชาวบ้านด้วย เพราะชาวบ้านเขาไม่ได้เอาเวลามานั่งรอเซ็นหนังสือจากทางราชการ คุณควรดูภาพรวมในภาวะสังคมเศรษฐกิจของยุคสมัยด้วย ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ที่ชาวบ้านจะเข้าถึงสิทธิ์ เข้าใจถึงสิ่งที่ราชการสมัยนั้นลงมาให้ทำกับชาวบ้านด้วย”
นภดล ให้ความเห็น พร้อมกับบอกว่า วันนี้ชาวแสมสารขอให้ “ชะลอ” การดำเนินการใดๆ กับชาวบ้านไว้ก่อน และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ “พิสูจน์สิทธิ์” การมีตัวตนใน “แผ่นดินบรรพชน” ที่อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
ขณะที่ “เตือนใจ ดีเทศน์” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า กสม.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รวมถึงพูดคุยกับชาวบ้านแสมสารบางส่วน เบื้องต้นต้องแบ่งปัญหาเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ชุมชนที่อยู่มานาน ย้อนไปได้นับร้อยปี 2.ผู้ที่ทำผิดกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ “ถมทะเล-ตัดภูเขา” มาทำรีสอร์ท และ 3.ผู้ที่ใช้พื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 6 มอบให้กองทัพเรือดูแลในฐานะพื้นที่ความมั่นคง ทั้งนี้ กสม.จะได้ทำการตรวจสอบในเชิงลึก หารือกับทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านต่อไป
“กรณีแสมสารคงต้องไปดูหลักฐานอื่นๆ ประกอบ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ หรือแผนที่ย้อนหลังไปเมื่อปี 2460 ที่อ้างว่าอยู่มาก่อนแล้ว ข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐาน เช่น รายชื่อนักเรียนวัดช่องแสมสาร คุยกับพระสงฆ์หรือครูบาอาจารย์ที่รู้จักลูกศิษย์ที่มีอายุมากๆ คงต้องเป็นเรื่องของการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่จะต้องได้ข้อมูลอย่างรอบด้านจริงๆ รวมถึงข้อกฎหมายด้วย” กรรมการสิทธิฯ ฝากทิ้งท้าย
