ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/228623
วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
คณะกรรมการ ป.ป.ช.
แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะมีบทบาทค่อนข้างโดดเด่นในฐานะ “องค์กรปราบโกง” อาทิ การตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติตลอดจนพฤติกรรมการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อการทุจริต ทั้งของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง อีกทั้งยังมีอำนาจ “ฟ้องคดี” นำเรื่องที่ชี้มูลความผิดเข้าสู่ศาลได้ ซึ่งหลายคดีศาลก็มีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง อาทิ รักเกียรติ สุขธนะ (คดีทุจริตยา),วัฒนา อัศวเหม (คดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน), ทักษิณ ชินวัตร(คดีขายหุ้น 76,000 ล้านบาท)
แต่ ป.ป.ช.ก็มีปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องร้องเรียนค่อนข้าง “ล่าช้า” เนื่องจากแต่ละปีมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก รายงานวิชาการ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฐานความรู้ และบทเรียนเพื่อการปฏิรูป” ของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ต้นปี 2556 ป.ป.ช. มีเรื่องร้องเรียนค้างพิจารณาจากปีก่อนๆ ถึง 7,816 เรื่อง แต่ยังต้องรับเรื่องร้องเรียนใหม่อีก 2,878 เรื่อง ในปีนั้นสะสางเรื่องร้องเรียนได้ 2,208 เรื่อง เท่ากับว่าเมื่อสิ้นปี 2556 ป.ป.ช. มีเรื่องร้องเรียนค้างพิจารณารวม 8,484 เรื่อง
“สุภา ปิยะจิตติ” หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. เคยให้ความเห็นในงานสัมมนา “ปฏิรูป ป.ป.ช. แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” เมื่อกลางปี 2558 ระบุว่า หากจะปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ควรมีกฎหมายที่ “กำหนดกรอบระยะเวลา” ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อ ป.ป.ช. ส่งเรื่องต่อไปให้หน่วยงานต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานดังกล่าว
“บางคดีส่งไปนานกว่า 5 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ป.ป.ช. ต้องนัดทำความเข้าใจกับอัยการว่า หากมีคดีใดที่ส่งไปแล้ว 1 ปี ยังไม่คืบหน้า จะต้องมานั่งคุยกันว่าเพราะอะไร คดีที่เมื่อไม่มีการกำหนดอายุความแล้วมีปัญหาที่สุด คือ คดีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะกรณีที่ดิน ที่แม้ ป.ป.ช. จะชี้ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่เมื่อส่งไป กรมที่ดินก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีก บางคดีใช้เวลา 6-7 ปี ยังไม่เพิกถอน ทำให้พวกบุกรุกป่าไม้ไม่กลัว จึงอยากเขียนให้ชัดเพื่ออุดรูรั่ว ถ้ากำหนดตารางเวลาให้ชัดเจน ทุกคนจะไม่มีสิทธิแหก ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยไปลอยมา” กรรมการ ป.ป.ช.กล่าว
สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)
เป็นอีกหน่วยงานที่มีผลงานออกสื่อค่อนข้างบ่อย ในฐานะผู้ตรวจสอบความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ ล่าสุด ที่กำลังเป็นที่จับตามอง คือ การออกมาตั้งข้อสังเกตว่าหลายโครงการของ กทม. มีปัญหาเรื่องการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ “อุโมงค์ไฟLED 39 ล้านบาท” ซึ่ง สตง.ตรวจพบข้อพิรุธหลายประการจนผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงข้าราชการประจำ อาจเข้าข่ายทุจริต
หรือโครงการที่อยู่กำลังระหว่างตรวจสอบ “รถดับเพลิงขนาดเล็ก” หลังซื้อมาแล้วพบว่าใช้งานไม่ได้จริง รวมถึง“การจัดซื้อเครื่องดนตรีให้โรงเรียนในสังกัด กทม.” ซึ่งพบว่าจำนวนเครื่องดนตรีไม่สอดคล้องกับจำนวนครูที่สอนเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ
แม้จะมีผลงานโดดเด่น แต่ สตง. ก็มีข้อจำกัดคือเป็นเหมือน “ยักษ์ไม่มีกระบอง” คือ ถึงตรวจสอบพบการกระทำผิดแต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เอง เช่น กรณีอุโมงค์ไฟLED 39 ล้านบาท ของ กทม. ที่ต้องส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. กับ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้สรุปว่าจะยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องหรือไม่?
“วิลาศ จันทร์พิทักษ์” อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เคยเสนอแนะว่า ควรเพิ่มอำนาจ สตง. ให้สามารถสอบสวนและสั่งหน่วยงานพิจารณาในลักษณะเหมือน ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม..สำหรับอำนาจการฟ้องคดีนั้น “ปานเทพกล้าณรงค์ราญ” เคยให้ความเห็นไว้เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. ว่า ยังไม่เห็นด้วยที่ สตง.จะฟ้องศาลเองในคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา เพราะจะทำให้ทำงานซ้ำซ้อนกับ ป.ป.ช.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จัดให้ กสม.อยู่ในหมวด “องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ” ทำหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้แม้จะคล้ายกับผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่มี“จุดแตกต่าง” คือ กสม. สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ไม่ว่าผู้กระทำละเมิดจะเป็นภาครัฐ ธุรกิจเอกชน หรือประชาชนก็ตาม ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบได้เฉพาะการกระทำของภาครัฐเท่านั้น
ในมุมหนึ่ง แม้ กสม. จะมีอำนาจบางประการที่เป็นจุดเด่นของตน คือ การนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้หากกรณีนั้นจะกลายเป็บรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยรวม รวมถึงมีภาพลักษณ์ในฐานะ “องค์กรที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน” ดังที่ปรากฏว่าช่วงมีกระแสข่าวว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เสนอให้ยุบ กสม. กับผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกัน เครือข่ายภาคประชาชนต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ก่อนที่ร่างฯ ดังกล่าวจะถูกคว่ำโดย สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในเวลาต่อมา
แต่ กสม.ก็มีปัญหา อาทิ การได้มาซึ่งคณะกรรมการ โดย ศ.ดร.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 256 วรรค 5 จะพบว่า คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสม.ที่อิงตาม มาตรา 243 จะเป็นผู้แทนจากศาลต่างๆ รวมกับผู้แทนฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แต่ “ไม่มีผู้แทนภาคประชาชน” แม้แต่คนเดียว ต่างจาก รธน.2540 ที่มีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ด้วย
ขณะที่รายงานของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ กสม. คือข้อจำกัดในการทำให้รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องนำมาตรการเยียวยาผู้เสียหายหรือข้อเสนอแนะของ กสม. ไปปรับปรุงแก้ไขหน่วยงานของตน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อกังวลในร่าง รธน. ฉบับที่กำลังจะลง “ประชามติ” ครั้งนี้ โดย “สุนี ไชยรส” อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) ในฐานะอดีต กสม.ชุดแรก ตั้งข้อสังเกตว่า กสม. ถูก “ลดอำนาจหน้าที่”ไปจากเดิม อาทิ รธน. 2550 มาตรา 257 (4) การนำคดีขึ้นสู่ศาลหากกรณีนั้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยรวม หรือ รธน. 2550 มาตรา 257 (7) การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งร่าง รธน.ฉบับล่าสุด มาตรา 247ได้ตัดอำนาจ 2 ประการนี้ออกไป
ทั้งหมดนี้ เป็นการสะท้อนภาพของ “4+1 องค์กรอิสระ” ว่านับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมามีบทบาทหน้าที่อย่างไร? และมีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วงตามเจตนารมณ์ขององค์กร ซึ่งก็หวังว่าการออก พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็รักษาไว้ สิ่งไหนที่เป็นข้อจำกัดก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
