ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/228422
ใกล้เข้ามาทุกทีกับ “7 สิงหาคม 2559” วันออกเสียง “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลก็ดี คณะกรรมการร่ารัฐธรรมนูญ(กรธ.) ก็ดี กำลังรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ หากเป็นไปตาม“Road Map” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หรือร่างรัฐธรรมนูญ “ผ่าน” เรื่องต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือการร่าง “พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มีอยู่ราว 10 ฉบับให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ จากนั้นจึง “คืนอำนาจให้ประชาชน” เข้าสู่การจัดการเลือกตั้ง
ในบรรดากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ หากใช้เกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อันเป็นฉบับล่าสุดที่ใช้ในห้วงเวลาปกติ จะมีอยู่ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับ “องค์กรอิสระ” และอีก 1 ฉบับที่เกี่ยวกับองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อปี 2558 “สถาบันพระปกเกล้า” เผยแพร่ รายงานวิชาการเรื่อง “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฐานความรู้ และบทเรียนเพื่อการปฏิรูป” มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปทั้ง “4+1 องค์กร” ไว้ค่อนข้างน่าสนใจ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ที่ผ่านมาแม้การทำหน้าที่อำนวยการเลือกตั้งจะเป็นที่น่าพอใจของผู้ใช้สิทธิ์ แต่ในด้านอื่นๆ อาทิ ด้านการสืบสวนสอบสวน วินิจฉัยและดำเนินคดี มีปัญหาเรื่องความรวดเร็ว ขาดกฎหมาย-กฎระเบียบที่เป็นธรรมและโปร่งใสมีมาตรฐานชัดเจน ขาดมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง หรือด้านการพัฒนาพรรคการเมือง ยังขาดการส่งเสริมศักยภาพพรรคการเมืองขนาดเล็ก ขณะที่บางพรรคถูกตั้งขึ้นเพียงเพื่อรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ อีกทั้งการควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งยังไม่เห็นผลชัดเจน เป็นต้น
ข้อเสนอแนะ : เริ่มตั้งแต่ 1.ที่มาของคณะกรรมการสรรหา กกต. นอกจากผู้แทนจากศาล (ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด) กับผู้แทนฝ่ายการเมือง(ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร) รวม 5 คนแล้ว ควรเพิ่มผู้แทนจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาควิชาชีพอิสระ และภาคสื่อสารมวลชน ไปอีกกลุ่มละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 15 คน
จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ จะคัดเลือกรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็น กกต.ขึ้นมาจำนวน 2 เท่าของจำนวน กกต. เพื่อให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาตรวจสอบความเหมาะสมอีกชั้นหนึ่ง ก่อนพิจารณาแต่งตั้งให้เป็น กกต. เพื่อ “เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน” อย่างแท้จริง และกระบวนการสรรหาทุกขั้นตอนต้อง “เปิดเผยต่อสาธารณะ” เพื่อให้เกิดความโปร่งใสว่าเหตุใดจึงเลือกบุคคลเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม..ประเด็นนี้ดูจะ “สวนทาง” กับความเห็นของ กกต.ปัจจุบัน โดย “นายศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. ระบุว่า ที่มาของ กกต. ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นดีแล้ว แต่จะดีกว่าถ้า “ไม่มีตัวแทนจากภาคการเมือง” เนื่องจากจะทำให้กระบวนการสรรหาปลอดจากการ “แทรกแซง”ของฝ่ายการเมืองอย่างแท้จริง
2.กำหนด “นิยามมาตรฐาน” ของผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ให้ชัดเจน อาทิ คำว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” จะใช้เกณฑ์ชี้วัดอย่างไร หรือ “มีความเป็นกลางทางการเมือง” จะพิจารณาจากอะไร ซึ่งต้องมี “แบบรายการตรวจสอบ”(Checklist) ให้กรรมการสรรหาแต่ละคนระบุเป็นข้อๆ พร้อมลงลายมือชื่อกำกับ
3.ปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งให้รวดเร็ว โปร่งใส มีประสิทธิภาพ อาทิ ด้านค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการเฉพาะ อีกทั้งควรเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและร้องเรียนด้วย นอกจากนี้ควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง ทั้งจากการข่มขู่คุกคามและการฟ้องร้องด้วยเจตนาที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับประเด็นการตรวจสอบการเลือกตั้ง “นายบุญส่ง น้อยโสภณ” กกต.รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวน เคยให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า ควรแก้กฎหมาย “ติดดาบ” ให้อำนาจพนักงานสืบสวนสอบสวน กกต. สามารถออกหมายเรียก จับกุม ตรวจค้น ยึดเอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐาน เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด เทียบเท่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ที่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีอาญา เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมหลักฐานเอาผิดผู้ทุจริตเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman)
มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามมากในประเด็น “ความซ้ำซ้อน” กับอีกหน่วยงานหนึ่งอย่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) จนเกือบถูก “ยุบรวม” มาแล้วครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังขาดการทำงานเชิงรุก เน้นรับเรื่องร้องเรียนเป็นรายกรณีไปเท่านั้น
อีกทั้งยังมีสถานะเป็นเพียง “ยักษ์ไร้กระบอง” แม้จะตรวจสอบจนปรากฏข้อเท็จจริง แต่ก็ไม่สามารถฟ้องร้องผู้กระทำผิดหรือสั่งให้หน่วยงานที่มีปัญหาปรับปรุงแก้ไขได้ สะท้อนจากการให้คะแนนความพึงพอใจของประชาชน ที่พบว่าด้านการดำเนินงานหลังมีคำวินิจฉัยได้คะแนนค่อนข้างต่ำ
ข้อเสนอแนะ : มีหลายประการ แต่อาจสรุปได้ดังนี้ 1.แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้มากขึ้น อาทิ สามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กับผู้เสียหายที่มาร้องเรียนได้, มีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนและพยานที่มาให้ข้อมูล, กำหนดให้หน่วยงานที่ถูกร้องเรียนต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น 2.ต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น ผ่านการประสานกับเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ใกล้ชิดลงลึกไปในระดับชุมชน เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบ
บทความ “ศรัทธา ความเชื่อ ความหวัง 15 ปี กับผู้ตรวจการแผ่นดิน” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ระบุว่า แม้การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินจะไม่เป็นที่ชัดเจนในสายตาประชาชนมากนัก แต่มีเรื่องหนึ่งที่ถือเป็น “ผลงานสำคัญ” นั่นคือข้อเสนอให้ “ถ่ายสำเนาบัตรประชาชนด้านหน้าเพียงด้านเดียว” จากกรณีมีประชาชนร้องเรียนว่าประสบความลำบากในการต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งหน่วยงานรับผิดชอบบัตรประชาชนอย่าง กระทรวงมหาดไทย ก็ปรับเปลี่ยนตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะดังกล่าว
แม้เป็นเพียง “เรื่องเล็กๆ” แต่ทำให้ประชาชน “สะดวกขึ้น” เมื่อต้องไปติดต่อราชการ!!!
อย่างไรก็ตาม..ด้วยความที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ประชาชนนิยมร้องทุกข์ เช่น ในปี 2557 มีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 4,729 เรื่อง พิจารณาแล้วเสร็จ 2,828 เรื่อง หรือเกือบร้อยละ 60 ทำให้แต่ละวันมีเรื่องเข้ามาทั้งใหญ่และเล็ก ซึ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่สังคมให้ความสนใจ เช่น กรณี วัดพระธรรมกาย ที่ทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนและไม่สนับสนุนวัดดังกล่าวต่างก็ส่งข้อร้องเรียนมาให้
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา นี่จึงกลายเป็น “บททดสอบ” การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าจะสามารถทำให้สังคมเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด?
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
SCOOP@NAEWNA.COM
