ชุมชน’บุกรุก’หรือ’ทหาร’บีบคั้น’? เปิดหลักฐานพิสูจน์ปมไล่ที่’แสมสาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228162

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 19.56 น.

“ถิ่นชาวประมง สักการะองค์หลวงพ่อดำ งามล้ำเกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยวไทย ฟ้าใสทะเลงาม สมนามแสมสาร”

คำขวัญประจำตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งปัจจุบันจัดเป็น “แหล่งอาหารทะเลสด” ชื่อดังแห่งหนึ่งของไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ เมื่อสืบสาวย้อนไปหาอดีต ตำบลแสมสารถือเป็น “ชุมชนเก่าแก่” ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เช่นกัน

นับตั้งแต่จังหวัดชลบุรีตั้งขึ้นในปี 2446 ขณะนั้น บ้านแสมสารเป็นส่วนหนึ่งของ “บางละมุง” ก่อนที่จะแตกออกเป็น อ.บางละมุง อ.สัตหีบ และอำเภออื่นๆ ในเวลาต่อมา เอกสารเก่าแก่ที่สุดที่บอกเล่าการมีตัวตนของชุมชนแสมสาร คือแผนที่ “ปราจิณบุรี” ซึ่งระบุปีที่สำรวจคือ 2460 และปีที่จัดพิมพ์คือ 2465 แผนที่ดังกล่าวแผ่นดินบริเวณ “ช่องแสมสาร” ปรากฏภาพของ “วัด” และ “เจดีย์” บนแผนที่ด้วย


“แผนที่ปราจิณบุรี” จัดพิมพ์ในปี 2465 ในวงกลมสีแดงคือวัดและเจดีย์

ซึ่งวัดดังกล่าวก็คือ “วัดช่องแสมสาร” มีประวัติว่าเริ่มก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นี่มีตำนานของ “หลวงพ่อดำ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวแสมสาร และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือการรับรองวัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494 มีจอมพล ป.(แปลก) พิบูลย์สงคราม เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ


หนังสือรับรองการก่อตั้งวัดช่องแสมสารอย่างเป็นทางการ

อีกข้อบ่งชี้ว่าแสมสารเป็นชุมชนเก่าแก่ คือ “โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนชุมชนบ้านช่องแสมสาร) โดยเอกสารเก่าแก่เท่าที่สืบค้นได้ พบว่ามีนักเรียนเข้าเรียนมาตั้งแต่ปี 2479 แล้ว และเมื่อย้อนไปดูวันเดือนปีเกิดของเด็กนักเรียนแต่ละคน พบว่าเกิดในช่วงยุคปลายทศวรรษที่ 2460 ถึงต้นทศวรรษที่ 2470 ซึ่งในขณะนั้น สัตหีบยังมีฐานะเป็นเพียงตำบล

บ้านแสมสารจึงถือเป็น “มรดกทางประวัติศาสตร์” อีกแห่งหนึ่งของไทย!!!


บันทึกการเข้าเรียนของเด็กนักเรียน ร.ร.บ้านช่องแสมสาร ในปี 2479

ทว่าเวลานี้..ชาวชุมชนแสมสารกำลังมีข้อขัดแย้งกับ “กองทัพเรือ” (ทร.) โดย ทร. ระบุว่า ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปใน “เขตทหาร” หรือพื้นที่ด้านความมั่นคง ขณะที่ฝั่งชาวบ้าน ยกกฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นโต้แย้ง อาทิ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2478 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 โดยใน มาตรา 4 ห้ามผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปในปี 2497 เมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดินเกิดขึ้น ชาวแสมสารจึงตั้งข้อสังเกตว่า..

“ในเมื่อมีชุมชนอยู่ก่อนแล้ว..จะเรียกว่ารกร้างว่างเปล่าได้อย่างไร?”

นอกจากนี้..สิ่งที่ชาวแสมสารเรียกร้องขอความเป็นธรรม คือเมื่อมี ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ซึ่งระบุว่า มาตรา 5 ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ในทางกฎหมาย ชาวชุมชนแสมสารถือว่า “ขาดสิทธิ์” ไปแล้ว แต่หากมองตามความเป็นจริงในปี 2497 พื้นที่ชุมชนแสมสารถือว่า “ไกลปืนเที่ยง” ข่าวสารจากภายนอกไม่ค่อยเข้าถึง อีกทั้งผู้คนที่รู้หนังสือ “อ่านออกเขียนได้” มีน้อยมาก นอกจากนี้ เหตุวาตภัยในปี 2495 ได้ทำลายที่ว่าการอำเภอบางละมุง และกิ่งอำเภอสัตหีบไปด้วย ส่งผลให้เอกสารที่เกี่ยวกับชุมชนสูญหายไปเป็นจำนวนมาก การที่ภาครัฐยึดกับข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

อาจจะดู “ไม่เป็นธรรม” เกินไปหรือไม่?

วันนี้ชาวชุมชนแสมสาร..ขอเพียงโอกาส “พิสูจน์สิทธิ์” เพื่อยืนยันตัวตน ณ “ผืนแผ่นดินบรรพชน” ของพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้ชาวบ้านรายหนึ่ง ฝากข้อคิดว่า..กฎหมายหากไม่สอดรับกับบริบทแห่งข้อเท็จจริง ก็น่าจะ “ปรับแก้” เพื่อให้ “อำนวยความยุติธรรม” อย่างแท้จริง

หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง..พร้อมที่จะ “เปิดใจ” รับฟังข้อมูลอย่าง “รอบด้าน” หรือไม่?


บัตรประชาชนของชาวบ้านแสมสาร ระบุวันเกิดในปี 2457 และ 2458

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment