ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/226407
วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ตักบาตร อย่าถามพระ”…
หนึ่งในสำนวนสุภาษิตของคนไทย ที่นำมาใช้แทนความหมายว่า เมื่อจะให้อะไรหรือสิ่งใดแก่ผู้ที่เต็มใจรับสิ่งนั้นอยู่แล้วก็ไม่ต้องถาม เหมือนกิจวัตรปฏิบัติที่สำคัญประการหนึ่งของ “พระภิกษุ” คือ การออก “บิณฑบาต” เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีโอกาสได้ทำบุญ จึงไม่มีความจำเป็นที่พุทธศาสนิกชนจะต้อง “ถามพระ” ก่อนตักบาตรว่าท่านต้องการอาหารอะไร
ทว่า…ปัจจุบันจากข้อมูล “สุขภาพพระสงฆ์” ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสงฆ์ ปีงบประมาณ 2558 ของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พบว่า โรคที่พระอาพาธสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.โรคเมตาบอลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายหรือไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม “โรค NCDs”(Non-communicable diseases) ซึ่งเป็น “ฆาตกร” อันดับ 1 ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากกว่าสาเหตุการตายอื่นๆ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระส่วนใหญ่อาพาธด้วยโรคเหล่านี้เกิดจาก “พระวินัยสงฆ์” ที่บัญญัติไว้ว่าพระไม่สามารถเลือก “ฉันอาหาร” ที่ฆราวาสถวายได้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะรับบาตรหรือไม่รับ ประกอบกับ “วัตรปฏิบัติ” ไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ยิ่งส่งให้ “เสี่ยง” อาพาธในกลุ่มโรค NCDs มากกว่าคนทั่วไป
เมื่อพระวินัยสงฆ์เป็น “ข้อจำกัด” พุทธศาสนิกชนจึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันให้พระห่างจากกลุ่มโรคร้ายแรง ดังนั้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับกรมการแพทย์, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงร่วมกันเปิดโครงการ “เข้าพรรษานี้…ตักบาตรถาม(สุขภาพ)พระ” ขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพสงฆ์ไทยและให้ความรู้ความเข้าใจถึงอาหารใส่บาตรที่เหมาะสมต่อสุขภาพพระ
“พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ” นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ สธ. กล่าวว่า นอกจากโรคที่พระอาพาธสูงสุด 5 อันดับแรกข้างต้นแล้ว สธ. พบว่า พระยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค เช่น การสูบบุหรี่ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่มีรสหวาน เป็นต้นหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจะกลายเป็น “ผู้ป่วยรายใหม่” ในอนาคต การที่ สสส. และ สธ. ให้ความรู้ความเข้าใจถึงอาหารใส่บาตรที่เหมาะสมต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยของพระได้

ด้าน “รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช” ผู้จัดการโครงการการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการ พระสงฆ์ในระดับประเทศ สสส. กล่าวว่า เนื่องจากกว่า 90% ของฆราวาสที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่นิยมซื้อ “อาหารชุด” ใส่บาตร จากการสำรวจอาหารที่ถวายให้พระ พบว่า อาหารยอดนิยมส่วนใหญ่ คือ แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา และของทอด เพราะเป็นอาหารที่มีรูปลักษณ์น่าทาน หน้าตาไม่เปลี่ยนมากหากทำทิ้งไว้เป็นเวลานาน
ทว่า…ชุดอาหารเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพพระสงฆ์ โดยพบความเสี่ยงต่อภาวะอ้วน โรคกระเพาะอาหารและกระดูกพรุน เนื่องจากอาหารที่ถวายพระส่วนใหญ่มีโปรตีนน้อย ผักน้อย มีรสจัด และไขมันสูง เมื่อรับโปรตีนเพียง 60% ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ จึงต้องฉันข้าวปริมาณมากเพื่อทดแทนโปรตีนให้เพียงพอ ทำให้อิ่มได้ไม่นาน พระจึงมักชดเชยด้วย “น้ำปานะ” ที่มีรสหวาน โดยน้ำปานะยอดนิยม คือ กาแฟ ชาขวด และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยฉันปริมาณเฉลี่ย 2 ขวดต่อวัน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะ “อ้วนลงพุง” ถึง 45%
นอกจากนี้ยังพบภาวะกระดูกพรุน เพราะพระไม่มีโอกาสได้ฉันผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยพบอาหารที่พระฉันมีปริมาณแคลเซียมต่ำกว่าคนทั่วไป โดยได้รับเพียง 100 กว่ามิลลิกรัม ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม ต่างกันถึง 8 เท่า และอาหารที่ถวายมักมีรสจัดทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร
“ดังนั้นในช่วงเข้าพรรษานี้ก่อนใส่บาตรมาร่วมใส่ใจสุขภาพพระ ด้วยการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยอาหารแนะนำที่ควรถวาย คือ หลีกเลี่ยงอาหารทอด รสจัด เสริมผักและโปรตีนจากไก่ กุ้ง ปลาที่เพียงพอ ใช้ข้าวกล้องแทนข้าวขาว และน้ำปานะ เช่น นมกล่องเพื่อเพิ่มแคลเซียม เป็นต้น” รศ.ดร.ภญ.จงจิตร กล่าว
ส่วน “พระศรีคัมภีรญาณ” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา มจร. ได้ร่วมมือกับคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. พัฒนา “ครัวต้นแบบ” ที่มุ่งเน้นการดูแลภัตตาหารที่จะถวายแด่คณาจารย์ พระนิสิตที่ศึกษาใน มจร. เพื่อปรับรูปแบบการปรุงอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการมากขึ้น เช่น ลดอาหารที่มีไขมันสูง ปรับรายการอาหารให้มีผักมากขึ้น นอกจากนี้ยังถวายความรู้ในการดูแลสุขภาพ อาทิ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการพัฒนาสุขภาพตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพพระ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพพระแล้ว ยังหวังว่าพระจะเป็นต้นแบบการดูแลสุขภาพให้แก่ฆราวาส

ขณะที่ “นายพนม ศรศิลป์” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะให้น้ำหนักการดูแลสุขภาพพระมากขึ้น โดยเป็นแกนหลักในการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์” ระดับชาติ เพื่อดูแลสุขภาพพระให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ตลอดจนจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่เชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชนเพื่อให้ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง” โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการบรรจุเนื้อหา “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” ไว้ในหลักสูตรต่างๆ ของพระสงฆ์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน
“วันเข้าพรรษา” ปีนี้ ตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคม พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญ “ตักบาตร” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าเลือกอาหารที่ช่วยให้พระมีสุขภาพที่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งส่งเสริมบุญมากขึ้น ซึ่งพระมีหลักปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า…
“โภชเน มัตตัญญุตา…รู้จักประมาณในการบริโภค”
จริงอยู่ว่า “ตักบาตร…อย่าถามพระ” แต่ฆราวาสสามารถถามใจตัวเองได้ว่าอาหารที่เตรียมใส่บาตรนั้นมีประโยชน์ หรือ “บั่นทอน” สุขภาพพระสงฆ์ คงต้องเลือกกันเอาเองว่าจะ “ตักบาตรให้ได้บุญ”…
หรือจะ “พ่วงบาป” กลับมาหาตัวเองแบบไม่ได้ตั้งใจ!?!?!
SCOOP@NAEWNA.COM
