ถอดบทเรียนคดี‘หญิงไก่’ ‘ต้นทุนสังคม’ผลักคนเป็นแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227166

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กลายเป็นคดีที่ลุกลามบานปลายกับกรณี “หญิงไก่” นางมณตา หยกรัตนกาญ ที่เดิมเพียงแจ้งความดำเนินคดีลูกจ้างรายหนึ่งฐาน “ลักทรัพย์” แต่เมื่อ “ขุดคุ้ย” กลับพบพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะการแจ้งข้อหาลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างหญิงหลายราย บางรายถูกตัดสิน “จำคุก”

เมื่อถูก “เปิดโปง” มากขึ้น…จากที่เป็น “โจทก์” หญิงไก่ก็กลายเป็น “จำเลย” จากความผิดหลายกระทง วันนี้เธอถูกส่งตัวเข้าเรือนจำไปเป็นที่เรียบร้อย แต่คดียังไม่จบ พร้อมกับ “สะท้อนภาพ” บางอย่างออกมา นั่นคือการเข้าถึง “ความยุติธรรม” อาจถูกปิดกั้นด้วย…

“สถานะ หรือต้นทุนทางสังคม”!?!?!

“ส่วนมากที่เจอคือไม่ถึงกับแจ้งความ มีแต่ขู่จะแจ้ง แต่เราก็ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไปอธิบายให้ฟัง แต่ตอนที่ยังไม่มีเครือข่าย บางคนเจ้านายเรียกเอาเงินก็ให้ อะไรอย่างนี้ ของหายอะไรหายก็เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน”…

“สมร พาสมบูรณ์” ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “ลักทรัพย์นายจ้าง…บทพิสูจน์ความยุติธรรมต่อชะตากรรมของลูกจ้างทำงานบ้าน” เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมบอกเล่าถึงสิ่งที่ลูกจ้างทำงานบ้านมักพบเจอและได้ให้การช่วยเหลือ คือ เมื่อลูกจ้างมีปัญหากับนายจ้าง มักถูก “ข่มขู่” ว่าจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์อยู่เสมอ บางคนแม้ไม่ได้ทำผิด แต่ยอม “จ่ายเงิน” ให้นายจ้างเพื่อ “ตัดปัญหา” มากกว่าจะพิสูจน์ความจริง เพราะกลัวท่าทีที่ดูแล้วไม่เป็นมิตรของ “ผู้รักษากฎหมาย”

“เราอยากขอร้องเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วย ให้โอกาสเราอธิบาย ให้โอกาสเราได้พิสูจน์ว่าเราผิดจริงหรือไม่
ไม่ใช่ไปถึงโรงพักแล้วเจอเสียงขู่ เพราะพวกเราลูกจ้างทำงานบ้านไม่รู้จักกฎหมาย เจอขู่ไปเราก็ไม่กล้าแล้ว
ตัวสั่นแล้ว ถ้าเกิดเหตุแบบนี้เราขอให้ลูกจ้างทำงานบ้านได้พูดบ้างว่าเราขโมยจริงหรือไม่ ไม่ใช่จะให้ลงชื่ออย่างเดียว
รับสารภาพอย่างเดียว” ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าว

ขณะที่ “อังคณา นีละไพจิตร” ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)กล่าวในเวทีเดียวกันว่า กรณีนายจ้างแจ้งความลูกจ้างข้อหาลักทรัพย์ แล้วผลปรากฏว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการ “ใส่ร้าย” ไม่ใช่มีเพียงกรณีของ “หญิงไก่”เป็นครั้งแรก เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านสิทธิสตรีมาก่อน เคยพบกรณีหญิงชาวลาวถูกหลอกไปค้าประเวณีที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ แล้วพยายาม “หนี”ซึ่งเจ้าของสถานบริการก็ใช้วิธีดังกล่าวเช่นกัน แถมยัง “ชี้เป้า” ให้ตำรวจที่อาจมีเอี่ยวกับสถานบริการไปจับกลับมา

“เจ้าของสถานบริการหรือนายจ้างรู้ว่าเด็กต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่ไหน ตำรวจก็ไปดักที่รถทัวร์แล้วบอกว่านายจ้างไปแจ้งความว่าลักทรัพย์ เด็กคนนี้หนี 2 ครั้ง แล้วก็ถูกจับแบบนี้ 2 ครั้ง ตอนหลังทราบว่าตำรวจมีความคุ้นเคยกับเจ้าของสถานบริการ กรณีนี้โชคดีที่นายตำรวจระดับสูงเข้าใจถึงเรื่องความอ่อนไหวทางเพศ จึงสั่งให้ตำรวจนายนี้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าอยากกลับมารับราชการก็ต้องพิสูจน์ความจริงได้ว่าไม่ผิด”

“อังคณา” กล่าวอีกว่า เหตุที่เกิดเรื่องสลดทำนองนี้มาจาก “อคติ” ตัดสินไปก่อนแล้วจาก “ต้นทุนทางสังคม” มองว่าคนกลุ่มหนึ่งน่าเชื่อถือกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง โดยดูจากฐานะ อาชีพ การศึกษา ฯลฯ พร้อมยกอีกตัวอย่างหนึ่งกรณีแรงงานหญิงจากประเทศเพื่อนบ้านรายหนึ่งถูก “ล่วงละเมิดทางเพศ” เมื่อตำรวจพบว่าหญิงรายนี้ทำงานไม่ถูกกฎหมาย สิ่งที่ทำคือส่งกลับหรือ “ผลักดัน” ออกนอกประเทศทันที โดยไม่สอบสวนกรณีล่วงละเมิดทางเพศก่อน ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง “ต่างกรรม-ต่างข้อหา-ต่างวาระ”

“คำแรกที่ตำรวจท้องที่ถาม คือ มีใบอนุญาตทำงานหรือไม่ พอไม่มีก็ส่งไปให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหรือ ตม.ทันที ทั้งๆที่เรามีกฎหมายเรื่องข่มขืน ต้องให้การดูแลเหยื่อ ต้องชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูจิตใจ และต้องสนับสนุนให้เข้าถึงความยุติธรรม หลังจากนั้นจึงค่อยส่งตัวกลับ” นางอังคณา กล่าว

“คดีลักทรัพย์นายจ้าง” เมื่อดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง…

“พ.ต.อ.จารุภัชร ทองโกมล” ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่(ผกก.สน.บางกอกใหญ่) อธิบายว่า “ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ดังนั้นตำรวจมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน จะเชื่อคำให้การของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลอยๆไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ในวรรค 2 ระบุว่า การจะแจ้งข้อหาได้ “ต้องมีหลักฐานตามสมควร” ให้น่าเชื่อเสียก่อน และวรรค 4 ระบุว่า “ต้องให้โอกาสผู้ต้องหาได้ชี้แจง”

ทว่า…ปัจจุบันคำรับสารภาพของผู้ต้องหา “มีน้ำหนักน้อยลง” ในชั้นอัยการและศาล เมื่อเทียบกับพยานและหลักฐานที่บ่งชี้ข้อเท็จจริง อาทิ ทรัพย์ที่หายไปมีจริงหรือไม่, มีที่มาอย่างไร, จำนวนเท่าไร หรือภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกพฤติกรรมลักทรัพย์แบบชัดเจน เป็นต้น ซึ่งจะหาได้ก็ต้องลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ

“ถ้าผู้เสียหายมาแจ้งทรัพย์หายเยอะแยะไปหมด พอไปดูที่บ้านก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมากขนาดนั้น ก็ต้องถามด้วยว่าทรัพย์ได้มาอย่างไร ราคาเท่าไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่ใช่รับแจ้งไปโดยไม่ตรวจสอบที่มา หรือดูในกล้องที่เกิดเหตุ ถ้าตำรวจเอาใจใส่จะไม่มีปัญหา เพราะคำที่มาร้องทุกข์น้ำหนักมันไม่มี ยังไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ผกก.สน.บางกอกใหญ่ ฝากทิ้งท้าย

แม้ในทางหลักการประเทศไทยจะมีช่องทางช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา อาทิ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ที่กำหนดขั้นตอนของการแจ้งข้อกล่าวหา , มาตรา 134/3 ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำได้, มาตรา 135 ห้ามใช้วิธีทั้งการทรมาน ข่มขู่ หลอกลวง เพื่อให้ผู้ต้องหากระทำการใดๆ หรือ “พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม 2558” ที่ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เช่น การประกันตัว เป็นต้น

แต่ในทางปฏิบัติกลับมีสารพัดปัญหา ทั้งการไม่รู้ว่าจะเข้าถึงสิทธิต่างๆได้อย่างไร รวมถึงทัศนคติที่ให้น้ำหนักความเชื่อถือโดยดูจากสถานะทางสังคม จนละเลยการค้นหาข้อเท็จจริง

คดี “หญิงไก่” จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เกิดการ “สังคายนา” ทั้งการให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ และการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้อง “เกรงกลัว-เกรงใจ” ใคร หากทำถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ไม่ต้องมี “เรื่องสลด” เช่นนี้เกิดขึ้นอีก!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment