ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/224003
วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“โดนจับไป 2 คน คนหนึ่งได้ประกันออกไปก่อน ก็ถามเขาว่ากินอะไรไหมเดี๋ยวจะไปซื้อมาให้ ตอนนั้นยังไม่เป็นอะไรเลย เราก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปรวบรวมเงินมาประกัน แต่พอวันที่ 11 ตอนสองโมงเช้า ตำรวจโทร.ไปบอกว่าเป็นอะไรไม่รู้หมดสติอยู่ในห้องขัง ก็พาส่งโรงพยาบาล ก็คิดว่าไม่เป็นอะไร แต่พอบ่ายๆ ไปดู ก็เห็นหมดสติอยู่ในห้องไอซียู ก็มีตำรวจบอกว่าลูกคุณป้าน่ะหนีการจับกุม
พอวันที่ 13 พยาบาลก็ถามว่าคุณป้าติดใจไหมที่ลูกคุณป้าตายแบบนี้? แล้วก็บอกว่าให้หมอผ่าพิสูจน์สิ เราก็อยากรู้ว่าลูกเป็นอะไรตาย วันที่ 10 ยังดีๆ อยู่เลย เขาเป็นอะไรแค่ชั่วข้ามคืน หลายวันผ่านไป พอผลชันสูตรออกมา พบว่าปอดคั่งเลือดและทั่วตัวมีแต่บาดแผล”
คำบอกเล่าจากปากของ วาสนา เกิดแก้ว “แม่” ผู้สูญเสียลูกชาย ซึ่งถูกจับกุมในคดียาเสพติด คือ นายอนัน เกิดแก้ว และถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เมื่อ 9 พ.ย. 2558 ทว่าในวันที่ 11 พ.ย. “2 วันให้หลัง” ลูกชายกลับถูก “หาม” ส่งเข้าห้องฉุกเฉิน รพ.มหาราชนครราชสีมา ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 13 พ.ย.
ผลชันสูตรจากแพทย์ระบุชัด “อวัยวะภายในบอบช้ำ-มีบาดแผลทั่วร่าง”!!!
คุณแม่รายนี้ เปิดเผยเรื่องราวของตนในเวทีเสวนา “กฎหมายป้องกันทรมานกับความยุติธรรมที่รอคอย” บ่ายวันที่ 29 มิ.ย. 2559 ณ รร.เดอะ สุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ โดยกล่าวต่อไปว่า หลังผลชันสูตรศพระบุชัด “ถูกทำร้ายร่างกาย” ก็มีตำรวจแวะเวียนมาหาเป็นระยะๆ พร้อมเสนอเงินให้เพื่อแลกกับการ “เคลียร์คดี” ไม่สืบสาวเอาความ
มีมาตั้งแต่ “1 แสน” ไปจนถึง “5 แสนบาท”!!!
“พอใบชันสูตรออกมา ตำรวจก็นัดมาคุย บอกว่า..คุณแม่! ไหนๆ คนก็ตายไปแล้ว ผมก็อยากจะช่วยทำบุญสักแสนนึง..แต่เขาก็บอกว่าถ้ารับเงินแล้วต้องเซ็นนั่นนี่ให้หน่อยนะก็บอกว่าถ้ามีจิตใจช่วยเหลือกันก็จะรับ แต่จะให้เซ็นอะไรก็คงเซ็นให้ไม่ได้ ครั้งที่ 2 ก็ให้ไปคุยที่อำเภอ เขาบอกจะให้ 3 แสน ครั้งที่ 3 บอกจะให้ 5 แสน ครั้งนี้มีทนายไปกับเราด้วย เขาก็บอกว่า..พาใครมาก็ไม่รู้ ผมบอกแล้วว่าให้คุณแม่มากับลูกก็พอ..เราก็บอกว่า..อย่าให้แม่รับเงินนี้เลย แม่ต้องการความยุติธรรม..เราอยากรู้ว่าลูกเราตายด้วยสาเหตุอะไร ไม่อยากให้คนผิดลอยนวล” คุณแม่รายนี้ กล่าว
ไม่ใช่แต่เฉพาะ “ประชาชน” ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ “อาญาเถื่อน” หรือการทรมาน-ทารุณกรรม แม้กระทั่งคนเป็น “ข้าราชการ” ก็มีสิทธิถูกกระทำไม่ต่างกัน ดังกรณีของ บุญเรือง สุธีรพันธ์ แม่อีกรายที่สูญเสียลูกชาย ส.ท.กิตติกร สุธีรพันธ์ ทหารสังกัด กรมทหารที่ 23 กองพันทหารราบที่ 3 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 ในขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมณฑลทหารบก 25
บุญเรือง เล่าว่า ลูกชายถูกควบคุมตัวเมื่อ 1 ก.พ. 2559 ด้วยข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหารายหนึ่ง พอรู้ข่าวตนก็รีบไปที่ศาลทหารบกจังหวัดสุรินทร์ เพื่อขอประกันตัวทันทีแต่ศาลก็ไม่อนุมัติ ซึ่งหลังจากนั้นตนก็พยายามขอเยี่ยมลูกชายที่อยู่ในเรือนจำทหารเป็นระยะๆ
แต่ทุกครั้งต้อง “ผิดหวัง” เพราะมีคำสั่งเด็ดขาดว่า “ห้ามเยี่ยม”!!!
“6 กุมภาฯ 2559 ก็ไปขอเยี่ยมลูก ซื้อหนังสือพิมพ์ซื้ออาหารไปให้ เขาบอกเยี่ยมไม่ได้ อยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน พอ 13 กุมภาฯ ไปเยี่ยมอีก เขาก็บอกว่าเยี่ยมไม่ได้ พอวันที่ 21 กุมภาฯ เวลา 08.45 น. ก็มีโทรศัพท์เข้ามาว่า..คุณแม่คะ กิตติกรเสียชีวิตแล้ว..เราก็ตกใจ ก็โทร.หาน้องสาว น้องสาวก็บอกว่า..พี่! ทำใจดีๆ ไว้ เอาน้องมาผ่าพิสูจน์ศพข้างนอกนะ..เราก็บอกให้เขาเอาศพออกมาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พอใบชันสูตรออกมาเราก็เอาไปแจ้งความเลยว่าลูกถูกฆ่าในเรือนจำ ตำรวจก็ดำเนินคดีให้”
คุณแม่รายนี้ กล่าว และบอกว่าล่าสุด ศาลจังหวัดสุรินทร์นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.ค. 2559 นี้ พร้อมกับทิ้งคำถามด้วยน้ำเสียง “ชวนสะเทือนใจ” ไว้ว่า..
“คิดว่ารับราชการ อยู่ในสถานที่ราชการแล้วจะปลอดภัย..แต่ทำไมลูกฉันต้องตายด้วย?”
นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างในอีกหลายๆ กรณี ซึ่ง สมชาย หอมลออ อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะทนายความผู้ทำคดีสิทธิมนุษยชนมายาวนาน กล่าวว่า การสืบสวนหาข้อเท็จจริงการทำทารุณกรรมในประเทศไทย “ไม่ง่าย” เพราะผู้กระทำมักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ “และยังคงมีอำนาจอยู่” ต่างกับในต่างประเทศที่การตรวจสอบมักเริ่มต้นได้ในห้วงเวลาที่ผู้กระทำ “หมดอำนาจ” ไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมี “เหยื่อ” เพียงจำนวนน้อยที่ “กล้า” ออกมาให้ข้อมูลเพื่อทวงความเป็นธรรม ขณะที่อีกมากเลือกที่จะ “ยอมรับชะตากรรม” เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย
ดังคำที่มักพูดกันว่า “จะเอาเงินหรือลูกปืน?”!!!
“เขาอาจจะสู้ อาจจะดำเนินการในช่วงแรก แต่เมื่อมีผู้หวังดีประสงค์ร้าย มายื่นข้อเสนอว่า..รับเถอะ 3 แสน 5 แสน..แต่ขณะเดียวกันก็มีนัยว่า..ถ้าไม่รับเงินเหล่านี้ ก็ต้องเลือกเอาว่าจะมีความปลอดภัยหรือไม่?..นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้เสียหายเกิดความท้อแท้ไม่มากก็น้อย และคดีต่างๆ ก็ลงเอยด้วยการที่ไม่ติดใจเอาความ” สมชาย ระบุ
อย่างไรก็ตาม..ณ วันนี้อาจจะพอมองเห็น “แสงสว่าง” อยู่บ้าง เมื่อกฎหมายที่ภาคประชาชนร่วมกับหน่วยงานของรัฐพยายามผลักดันมาตลอด อย่าง (ร่าง) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. … ขณะนี้ถูกนำเข้าไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และหลังจากนั้นจะส่งให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป
“ร่างกฎหมายซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิ (กระทรวงยุติธรรม) ร่วมกับภาคประชาสังคมช่วยกันผลักดัน ใช้เวลานานมาก จริงๆ กฎหมายควรต้องออกแล้ว เพราะเราไปเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและลงนามในอนุสัญญาป้องกันการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญแล้ว ก็ใช้เวลานานทีเดียว แต่ก็เป็นร่างกฎหมายที่ดี
ตอนนี้เข้าใจว่าอยู่ในกฤษฎีกา ซึ่งมีบทหนึ่งให้ความคุ้มครองคนที่ร้องเรียนหรือให้ข้อมูลการทรมานด้วย เช่นเดียวกับกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ ที่ไม่ให้ถูกฟ้องกลับทั้งในทางอาญา แพ่งและปกครอง ก็ฝากความหวังไว้กับกฎหมายฉบับนี้ถ้า สนช. ไม่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป มันก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกัน แก้ไขและเยียวยาการทรมานได้” นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนรายนี้ ฝากทิ้งท้าย
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ตั้งแต่เมื่อปี 2550 และเมื่อปลายเดือน พ.ค. 2559 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้สัตยาบันใน อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองการบังคับคนให้สูญหาย เพิ่มอีก 1 ฉบับ และนั่นจึงเป็นที่มาของการเสนอร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหายดังกล่าว
เป็นความหวังว่า..เมื่อกฎหมายบังคับใช้ คงจะไม่มี “เหยื่อ” เช่นนี้อีก!!!
เพราะประเทศไทยนั้นปกครองด้วย “หลักนิติรัฐ” ไม่ใช่ “ศาลเตี้ย”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
