ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/229573
วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“กลุ่มบริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) มีความประสงค์จะเรียนให้ท่านทราบว่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในสภาวการณ์ปัจจุบัน ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องยกเลิกการให้บริการแก่ลูกค้า โดยลูกค้าทุกท่านจะไม่สามารถรับชมช่องรายการต่างๆ ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2559 เวลา 0.00 น.”
นี่คือข้อความ “แจ้งเตือน” ถึงผู้ใช้บริการ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ www.cth.co.th ของธุรกิจเคเบิลเจ้าใหญ่อย่าง “ซีทีเอช”(CTH) ซึ่งหลายคนบอกว่า “ไม่เกินความคาดหมาย” เพราะก่อนหน้านี้มี “สัญญาณ” บางอย่างออกมาแล้ว อาทิ ช่วงต้นปี 2559 ที่แจ้งยกเลิกออกอากาศบนกล่อง Sun Box ของค่าย RS และบนจานดาวเทียมของ PSI หรือยกเลิกออกอากาศบนจานดาวเทียมระบบ KU-Band มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป ในเวลานั้นก็มีข่าวว่าเคเบิลเจ้านี้ “ขาดทุนสะสม” จนในที่สุดก็เข้าสู่ภาวะ…
“จอดำ”!!!
ขณะที่ผู้ใช้บริการของ CTH วันนี้กำลัง “หวั่นเกรง” ว่าจะถูก “ทิ้งขว้าง”?
วันที่ 3 สิงหาคม 2559 มีการจัดเสวนา “การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิล” ณ อาคาร กสทช. ซอยสายลม หรือพหลโยธิน ซอย 8 กรุงเทพฯ
“วชิร พฤกษ์ไพบูลย์” ทนายความประจำมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า หากนับจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา “มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค”ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บริการกล่องรับสัญญาณดาวเทียมและเคเบิลทีวีทั้งสิ้น 47 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ยอมรับแพ็กเกจ “เปลี่ยนกล่อง-เปลี่ยนจาน” และ 2.ผู้ที่ต้องการ “ขอเงินคืน” แต่ล่าสุดยังต้องรอความชัดเจนในการเจรจาตกลงกันระหว่างผู้ประกอบการกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)
เช่นเดียวกับ “อนุพงษ์ เจริญเวช” ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้ สคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีกล่องรับสัญญาณดาวเทียมและเคเบิลทีวีมากกว่า 60 รายซึ่งมีทั้งกรณีของ CTH และกรณีของผู้ประกอบการรายอื่นๆ อาทิ GMM, RS รวมถึงเคเบิลทีวีท้องถิ่น ทั้งนี้กรณีของ CTH มีทั้งปัญหาภายในของ CTH เอง รวมถึงการที่ CTH มีข้อขัดแย้งกับผู้ให้บริการรายอื่นๆที่ CTH ขายสิทธิในการออกอากาศรายการที่ตนถือครองอยู่ให้ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร…
คน “รับเคราะห์” ย่อมหนีไม่พ้น “ผู้บริโภค”!!!
“อนุพงษ์” ให้ความเห็นว่า จากกรณีของ CTH ถือเป็น “บทเรียน” ที่ดีสำหรับการ “ปฏิรูป” กฎระเบียบว่าด้วยการตลาดธุรกิจดาวเทียมและเคเบิลทีวี โดยหน่วยงานกำกับดูแลควรมีการควบคุม “แผนธุรกิจ” กำหนดกรอบให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ออกแพ็กเกจมาขายแบบ “ตามใจชอบ” โดยไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่
“การที่คุณจะไปออกแพ็กเกจเรียกรับรายเดือนแบบล่วงหน้าครึ่งปีหนึ่งปี ต้องมาคุยกันก่อนว่าจะทำได้หรือ
ไม่ได้ หรือทำได้แค่ไหนเพียงใด เอาเงินผู้บริโภคไปดำเนินธุรกิจ 1 ปี แบบนี้ความเสี่ยงมันเกิดขึ้น” อนุพงษ์ กล่าว
นอกจากการควบคุมแผนธุรกิจไม่ให้เป็นไปแบบ “ประชานิยม” เกินจริงแล้ว “ผู้แทน สคบ.” รายนี้ เสนอว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำคู่กัน คือ “กองทุนเยียวยา” หากกิจการมีปัญหาจนต้องยุติการให้บริการ ควรมีกฎระเบียบให้ผู้ประกอบการต้องรายงานเป็นระยะๆ ว่ามีลูกค้ากี่ราย เพื่อนำมาคำนวณเงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนเยียวยา “เจ้าใหญ่-ลูกค้าเยอะ” จ่ายมากหน่อย เจ้าเล็กๆ รองๆ จ่ายน้อยลดหลั่นลงไป ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยอย่าง “เพียงพอ ครบถ้วน รวดเร็ว”
“คุณต้องรายงานกลับมาให้ภาครัฐรับทราบ ว่า ผมทำกล่องขึ้นมา 1 กล่อง ผมบอกรับสมาชิกไปแล้ว 10 คน เพื่อนำมาคำนวณเงินประกัน เพื่อดูว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเงินเยียวยาจะพอหรือไม่ พออยู่ไปอีก 1 ปี ลูกค้าเพิ่มเป็น 20 คน ก็ต้องมาคุยกันต่อ เพราะวางเงินไว้เท่าเดิมมันไม่พอแล้ว คุณต้องเอาเงินมาเติมเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น” ผู้แทน สคบ.ให้ความเห็น
ขณะที่ “อำนาจ เนตยสุภา” อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ กสทช. กล่าวว่า แม้ปัจจุบันผู้บริโภคมีช่องทางมากขึ้น เช่น พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 19 เปิดโอกาสให้ “ฟ้องแบบกลุ่ม” โดย สคบ. หรือองค์กรที่ สคบ.รับรองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจ “รวบรวมรายชื่อ” ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าและบริการ เพื่อเป็นตัวแทนในการฟ้องร้องผู้ประกอบการได้
ทว่า…ในความเป็นจริงคนไทยไม่ชอบขึ้นโรง “ขึ้นศาล” แต่เลือกที่จะเข้ากระบวนการ “ไกล่เกลี่ย” มากกว่า และเรื่องจะจบที่ผู้ประกอบการ “คืนเงิน” ผู้ได้รับผลกระทบ “ยุติคดี” มีการเยียวยาชดเชยเป็นรายๆไป ทำให้ไม่เกิดการ “เปลี่ยนแปลง” ในภาพรวม เพราะไม่มีคดีความขึ้นสู่ศาล จนมีคำพิพากษา
“เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามา อนุกรรมการจะแจ้งไปยังบริษัทที่ถูกร้องเรียน ว่า มีการร้องเรียนเข้ามาแล้ว บริษัทก็จะไกล่เกลี่ย เช่น จ่ายเงินค่ากล่องคืน ส่วนผู้บริโภคพอได้รับเงินแล้วก็พึงพอใจ ยุติการร้องเรียน ขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ประกอบการรายนั้นๆก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะร้องมากี่รายเขาก็จ่ายเท่าจำนวนคนที่ร้องไป ทั้งๆที่อาจมีผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ไม่ได้เข้ามาร้องเรียนที่ กสทช.” อำนาจ ระบุ
อีกด้านหนึ่ง…แม้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 31 และ 77 จะให้อำนาจ กสทช.สั่งให้ผู้ประกอบการระงับการให้บริการในลักษณะ “เอาเปรียบ” ผู้บริโภค โดยหากมีคำสั่งแล้วยัง “ฝ่าฝืน” จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 แสนบาท ตามจำนวนวันที่ยังฝ่าฝืน แต่ค่าปรับตกเป็น “รายได้ของแผ่นดิน” ไม่สามารถนำมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ นอกจากนี้ กสทช.ยังเหมือน “ยักษ์ไม่มีกระบอง” ไม่มีอำนาจกำหนดแผนเยียวยาให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม หากเกิดความเสียหายขึ้น
“ทำอย่างไรจึงจะมีระบบประกันภัยให้กับผู้บริโภค ในส่วนของกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรคมนาคม เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าบริษัททำธุรกิจแล้วเกิดล้มละลาย หรือขาดทุน สมมุติบริษัทเจ๊ง เขาไม่มีเงิน แล้ว กสทช.จะทำอะไรได้ ต่อให้สั่งปรับเป็นล้านไปแล้ว จะทำอะไรกับคนที่ล้มละลายได้ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้มีกองทุนเยียวยา ซึ่งอาจจะหักจากส่วนหนึ่งของค่าใบอนุญาต ผู้ยื่นขอต้องหักส่วนหนึ่งมาเป็นกองทุนเยียวยา เวลามีอะไรเกิดขึ้นจะได้แก้ปัญหาในส่วนนี้ได้” อนุฯ ผู้บริโภค กสทช.ฝากทิ้งท้าย
