มหากาฬโมเดล!แบ่งปันแทนรื้อ ต่อลมหายใจชุมชนหลังกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227354

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ป้อมมหากาฬ”!!!

แหล่งชุมชนเก่าแก่ “ชานพระนคร” แห่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ กำลัง “เผชิญหน้า” กับความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาพร้อมกับการพัฒนาเมืองอีกครั้ง เมื่อ “กรุงเทพมหานคร”(กทม.) เตรียม “ไล่รื้อ” ชุมชนภายในป้อมมหากาฬให้ได้10 หลังแรกช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเวนคืนพื้นที่นำไปสร้างสวนสาธารณะ และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

สำหรับ “ป้อมมหากาฬและกำแพงเมือง” ตั้งอยู่ริมคลองรอบกรุง ใกล้เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้รักษาพระนคร มีอายุกว่า 234 ปี กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อปี 2492 โดยพื้นที่ที่ กทม.เตรียมเวนคืน แต่มีปัญหาถูกชาวบ้าน “คัดค้าน” มายาวนานกว่า 24 ปี คือ พื้นที่ 4 ไร่ 300 ตารางวา ของ “ชุมชนป้อมมหากาฬ”

“ปฐมบท” การต่อสู้ของเรื่องนี้ เริ่มต้นปี 2535 เมื่อ กทม.ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ทำให้ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ต้องถูกรื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะตาม “แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” โดย กทม.ตกลงจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ชาวบ้านบางส่วนจึงยอมรับค่าเวนคืน แล้วนำเงินไปซื้อที่อยู่ในโครงการที่ กทม.จัดเตรียมไว้

ทว่า…เกิดปัญหาขึ้นเมื่อโครงการที่ กทม.จัดเตรียมไว้ ไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับทั้งในการใช้ชีวิต และรายได้ ทำให้ชาวชุมชนรวมตัวกันเจรจากับ กทม. เพื่อขอคืนเงินและกลับไปอาศัยในพื้นที่เดิม แต่ “ล้มเหลว” และกลายเป็น “ปมขัดแย้ง” ที่เรื้อรังมานานกว่า 2 ทศวรรษ

ล่าสุดการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการรื้อย้ายชุมชนภายในป้อมมหากาฬขึ้นมาใหม่ โดย “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” รองผู้ว่าราชการ กทม. ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ให้ความเห็นว่า “ไม่เคยเห็นมีโบราณสถานแห่งใด ที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วย
มาก่อน”!!!

ทว่า…เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมกับนักวิชาการและ “สถาปนิกรุ่นใหม่” ปรับพื้นที่ลานกลางแจ้งและตรอกเก่าเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” พร้อมเสนอ “ทางออก” เพื่อหวังให้ผู้บริหาร กทม.กลับไป “คิดใหม่”

“ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า “ป้อมมหากาฬ” และชุมชนแห่งนี้เปรียบเสมือน “ประวัติศาสตร์” ที่คอยบอกเล่าพัฒนาการของชุมชนตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน การไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่
แห่งสุดท้ายที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่อง “น่าอดสู”ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯยิ่งนัก

“ถ้าคิดว่าชุมชนอยู่ร่วมกับโบราณสถานไม่ได้ ก็ต้องย้ายคนออกให้หมด เพราะกรุงเทพฯมีโบราณสถานเต็มไปหมด ฝากถาม รมว.มหาดไทย ว่าตึกกระทรวงมหาดไทย เป็นโบราณสถานทั้งหลัง ให้ย้ายออกไปด้วยหรือไม่ สิ่งที่ผู้บริหาร กทม.ควรทำ คือ จะทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ต่างหาก” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าว

ด้าน “ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ถ้าป้อมมหากาฬและกำแพงเมืองยังถูกรักษาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ “ชุมชนชานพระนคร” ที่อยู่คู่กันก็ควรต้องคงไว้ เพื่อเป็น “มรดกที่มีชีวิต” ของกรุงเทพฯ

ขณะที่ “ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอ “ทางออก” ของปัญหานี้ว่า การรื้อชุมชนป้อมมหากาฬจะทำให้สูญเสีย “โบราณคดีที่มีชีวิต”(living archaeology evidence) หรือ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ทางออก คือ ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ แต่ต้องมีกระบวนการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการ “รื้อถอน” โดยปัญหาที่เกิดขึ้น“ต้นเหตุ” อยู่ที่แผนแม่บทการพัฒนาเมืองฯ สิ่งสำคัญคือการปรับ “ผังเมือง” ให้อยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้

“ผศ.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า จากคำพูดของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่บอกว่า “ไม่เคยเห็นว่ามีโบราณสถานแห่งใดที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วยมาก่อน” สะท้อนความคิดของรัฐที่ขาดความเข้าใจเรื่องโบราณคดี ในสังคมไทยถูกปลูกฝังความเชื่อว่าโบราณสถานอยู่ร่วมกับชุมชนไม่ได้ นิยามการจัดการโบราณสถานของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีแนวคิดที่เก่าและ “ล้าสมัย” ในต่างประเทศ เช่น กรุงโรม หรือลอนดอน เมืองเหล่านี้เป็นการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่อยู่ร่วมกับโบราณสถานที่สำคัญได้ เพราะโบราณสถานไม่ได้มีแค่สิ่งก่อสร้าง แต่มีคน มีชุมชน มีอดีต-ปัจจุบัน มีการศึกษาทางโบราณคดี ไม่ได้สนใจศึกษาแค่วัดและวัง แต่ให้ความสำคัญชีวิต “สามัญชน” ทั่วไป สนใจคนชนชั้นสูง และศึกษาวัตถุทางวัฒนธรรมด้วย

“ไทยมองแต่เรื่องโบราณสถานที่ตายและเก็บเอาไว้เท่านั้น เป็นการมองโบราณสถานเชิงเดี่ยวที่มีเพียงโบราณสถานไว้อนุรักษ์และคนที่อยู่ก็ย้ายออกไป แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนเราอยู่กับโบราณสถานมาตลอด การแยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตัดขาดวัฒนธรรม เวลาเรามองโบราณสถานอย่ามองแค่ความใหญ่โต แต่มองว่ามีคน มีชุมชนอยู่ในนั้น เพราะสามัญชนคนทั่วไป คือ โบราณสถานแห่งหนึ่ง” ผศ.พิพัฒน์ กล่าว

ขณะที่ “คนหลังกำแพง” อย่าง “พรเทพ บูรณบุรีเดช” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า ชุมชนได้เสนอ “มหากาฬโมเดล”(ดูรายละเอียดได้ที่http://www.mahakanmodel.com) ไปให้ กทม.พิจารณาแล้ว โดยจะขอพื้นที่ชุมชนแค่ 1 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยจะมีผู้อยู่อาศัยในมหากาฬโมเดลประมาณ 218 ชีวิต 30 หลังคาเรือน และคืนพื้นที่ให้ กทม.ประมาณ 3 ไร่ แต่ทาง กทม. ยืนยันว่า “โบราณสถานต้องไม่มีคนอยู่อาศัย”

“เราขอแบ่งปันที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อสร้างเป็นที่อยู่ใหม่และเพื่อแลกกับการได้อาศัยอยู่บนที่ดินตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายต่อไป เราไม่ได้บุกรุกที่หลวง แต่หลวงต่างหากที่มาปล้นที่ดินบรรพบุรุษของเรา แล้วยังอ้างอีกว่าเราเป็นชุมชนที่บุกรุก เราคุยมา 7 ผู้ว่าฯแล้ว มหากาฬโมเดลเป็นรูปแบบสุดท้าย เราคงจะไม่ต่อสู้ถ้า กทม.ต้องการเอาที่ดินจริงๆ แต่คนในชุมชนป้อมมหากาฬจะนั่งกับพื้นรอบประตูทั้ง 4 บาน ให้เขาเดินเหยียบเรา เข้าไปรื้อบ้านของเรา” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าว

การไล่รื้อ “ป้อมมหากาฬ” กลายเป็น “มหากาพย์” ของการต่อสู้ของชาวบ้านที่ “ตรึงพื้นที่” อยู่ภายใต้ “ป้อมปราการ” แห่งนี้มาได้ยาวนานกว่า 24 ปี ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าคง “ยื้อ” ไปได้อีกไม่นาน ดังนั้น “มหากาฬโมเดล”จึงเป็นทางรอดสุดท้ายที่พวกเขาหวังว่า กทม.จะรับไว้พิจารณา แต่ถ้าไม่เป็นผล “ป้อมมหากาฬ” กับ “ชุมชน” ที่เคียงคู่เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์มาอย่างยาวนาน คงถึงวัน “อวสาน”!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment