ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/226707
วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
“โปรตุเกสเขาไปไกล เขาไม่เอาโทษอาญามาใช้เลยกับผู้เสพ คือตำรวจไปเอาตัวมาได้ แต่ไม่มีสิทธิ์จะไปใช้กระบวนการทางอาญาบังคับแบบบ้านเรา ซึ่งตอนที่โปรตุเกสเริ่มทำแบบนี้ก็มีเสียงวิจารณ์มากเลย บอกว่าเดี๋ยวคนเสพยาทั้งยุโรปจะมารวมตัวกันที่โปรตุเกสนี่แหละ คนเสพยาต้องเพิ่มขึ้นมากแน่ๆ”
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “โปรตุเกสโมเดล : กรณีศึกษาทิศทางใหม่นโยบายยาเสพติด” บ่ายวันที่ 5 ก.ค. 2559 ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ ถึงนโยบายของประเทศโปรตุเกส ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่แยก “ผู้เสพ” ออกจากฐานความผิดทางอาญา ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2544 (ค.ศ.2001)
โดยหากย้อนไปก่อนหน้านั้น ช่วงปี 2530-2543 (ค.ศ.1987-2000) ดินแดนฝอยทองเป็นแหล่งระบาดของ “เฮโรอีน” มากที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งก็มีปัญหาอื่นๆ ข้างเคียงตามมา อาทิ การตายเพราะเสพยาเกินขนาด หรือการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ (HIV) เพราะใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นต้น
กระทั่งปี 2544 หลังการถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง จึงได้ข้อสรุปว่า “ผู้เสพแม้ไม่มีโทษทางอาญา แต่ต้องถูกบังคับด้วยมาตรการทางปกครอง” อาทิ การเตือน การห้ามเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการไปเสพยา การห้ามพบปะคบหาบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่จะชักชวนไปเสพยา การเพิกถอนสิทธิต่างๆ และยังต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ
พร้อมกับ “ผลักดัน” ให้เข้าสู่ “การบำบัด” อย่างเต็มใจ!!!
“เขายังลงโทษผู้ค้าหนักเหมือนเดิม แต่ไม่ลงโทษผู้เสพ อันนี้น่าสนใจ เพราะเขากำหนดว่าผู้ที่ครอบครองยาไว้ใช้ส่วนตัว
ในปริมาณไม่เกิน 10 วัน คือ เขาจะมีสถิติว่ายาประเภทไหนใน 10 วัน จะใช้ประมาณเท่าไร ให้ถือเป็นผู้เสพ แล้วคนกลุ่มนี้
ก็จะถูกกระบวนการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับทางอาญา โน้มน้าวให้ไปบำบัด” ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
จากการเก็บสถิติในโปรตุเกส พบว่า ภายหลังเริ่มใช้นโยบายนี้ วัยรุ่น (อายุ 15-24 ปี) ที่ใช้ยาเสพติด “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด จะมีปัญหาบ้างคือหากนับรวมทุกวัย จำนวนผู้เสพอาจยังดูสูงอยู่บ้าง เนื่องจากบางรายเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ยาตลอดชีวิต แต่ในภาพรวมจำนวนผู้เสพ “ไม่เพิ่มขึ้นมาก” อย่างที่กลัวกัน ตรงกันข้ามกลับค่อยๆ ลดลงตามลำดับ จนในเวลาต่อมาสามารถประกาศต่อชาวโลกได้ว่า..
แผ่นดินโปรตุเกส..ไม่มีใคร “เสียชีวิตเพราะยาเสพติด” อีกต่อไป!!!
กลับมาที่ประเทศไทย อัตราโทษจำคุกและประหารชีวิตตามกฎหมายของ “ยาบ้า” ในฐานะยาเสพติดให้โทษประเภท 1มีดังนี้ ผู้เสพ จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี, ผู้ครอบครอง จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี, ผู้จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ไปจนถึงประหารตลอดชีวิต, ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต
นอกจากนี้ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังระบุด้วยว่า กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดของไทยยังมีปัญหา อาทิ มียาบ้าในครอบครองแม้จะจำนวนน้อยมาก เช่น 5 เม็ด ก็อาจถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้ค้าได้ หรือความผิดฐานเป็นผู้ผลิตให้รวมถึงการแบ่งบรรจุในภาชนะด้วย รวมถึงการเสพยาก็ยังมีความผิดทางอาญา ทำให้กระบวนการ “บำบัดโดยสมัครใจ” เป็นไปได้ยาก มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนน้อย
เพราะ “กลัวติดคุก” จึง “ไม่กล้าเปิดเผยตัว” เพื่อรักษา!!!
“การที่จะทำให้คนเปิดเผยตัวออกมา มันก็ก้ำกึ่งกับทางอาญา ซึ่งมันมีผลกระทบกับตัวเขามาก เพราะถ้าเขาเปิดตัวออกมาก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกดำเนินการอย่างไร สังคมก็ยังมองเขาในแง่ลบมากๆ ในเรื่องยาเสพติด”
อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็น และฝากข้อสังเกตหลายประการให้สังคมไทย “ร่วมขบคิด” อาทิ ปริมาณการครอบครองสำหรับเสพ ควรจะเป็นเท่าไร?, ผู้ค้ารายย่อย-ผู้เสพที่กลายเป็นผู้ค้า กลุ่มนี้แม้ไม่ใช่ผู้ค้ารายใหญ่แต่ก็ต้องมีบทลงโทษ ซึ่งควรอยู่ในระดับใดจึงจะได้สัดส่วนพอดีกับความผิด?,
กระบวนการบำบัดโดยสมัครใจ จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?, ชุมชนรอบข้างผู้เสพ จะมีบทบาทอย่างไรได้บ้างในการดูแลฟื้นฟูผู้เสพ?, ทัศนคติของผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจโปรตุเกสมีความเข้าใจ ผู้เสพถูกนำไปบำบัด ส่วนผู้ค้ายังคงถูกปราบปราม ส่วนบ้านเราจะคิดเห็นอย่างไร? เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม..ตลอดเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ที่เรื่องของ “โปรตุเกสโมเดล” ถูกพูดถึงกันมาก ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามเช่นกัน ว่าเหตุใดต้องไปสูญเสียเวลา งบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ให้กับบรรดาผู้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ใช้การ “ปราบหนัก” อย่างที่บางประเทศ “แค่เสพก็อาจถูกประหารชีวิตได้” ไม่ได้หรือ?
ประเด็นนี้ นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ยกตัวอย่างยุคสมัยหนึ่งที่รัฐบาลมีนโยบาย “ประกาศสงครามกับยาเสพติด” จนมีคนตายไปราว 2,500 ศพ พบว่า นอกจากยาเสพติดจะไม่ลดลงแล้ว ยังมีกรณีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนทุจริต “เรียกรับผลประโยชน์” เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งความล้มเหลวนี้มิได้มีแต่ในประเทศไทย
แม้แต่ต้นตำรับนโยบายอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน!!!
“ในสหรัฐมีปัญหาเหมือนไทยเลย นักโทษล้นคุกต้องขยายเรือนจำ แก้ปัญหาไม่ได้ พอกดดันไม่ให้มียาในพื้นที่นี้ มันก็ไปโผล่ในพื้นที่อื่นอีก ในเมื่อราคายาเสพติดมันยังสูงอยู่” ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ระบุ
ขณะที่ นายวันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงราชบุรี ในฐานะอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใดจึงไม่มีการ “ออกหมายจับ” แกนนำขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่บ้าง เพราะแม้คนเหล่านั้นจะอยู่อาศัยในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ “ข้ามฝั่ง” มายังประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ
เพราะถ้ามีหมายจับ..หากเข้ามาเมื่อไร “ตะครุบตัว” ได้ทันที!!!
“เราแก้ปัญหากันไม่ตรงจุด วิสามัญกันไปคนไทยก็ตายกันไป แต่คนผลิตสามารถข้ามมาเที่ยวผับเที่ยวบาร์ตามชายแดนได้อย่างเสรี ทำไมเราไม่จัดการผู้ผลิตตัวจริง ถ้าเราไม่สามารถที่จะบุกเข้าไปได้ เราก็ดักจับมันที่ประเทศไทย” นายวันชัย ฝากทิ้งท้าย
ผลการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติด (UNGASS) ประจำปี 2016 (พ.ศ.2559) ได้ข้อสรุปชัดว่า “โลกประกาศสงครามกับยาเสพติดมานานแต่ไม่เคยเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงต้องกลับมาทบทวนว่าแล้วเราจะอยู่ร่วมกับยาเสพติดได้อย่างไร?” นั่นทำให้การแก้ปัญหาแบบโปรตุเกส ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะตัวอย่างที่หลายประเทศให้ความสนใจอยากนำไปประยุกต์ใช้บ้าง รวมถึงประเทศไทยด้วย
“คำถาม” ที่คงมีตามมาแน่ๆ นั่นคือ..แล้วเรา “พร้อมแบบเขา” มากน้อยแค่ไหน?
SCOOP@NAEWNA.COM
