ย้อนรอย‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ฤา‘ทับหลังหนองหงส์’จะซ้ำรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/229349

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กลายเป็นประเด็นที่ต้อง “จับตา” หลังปรากฏภาพถ่าย “ทับหลัง” ชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ พบว่าตรงกับทับหลังที่ “สูญหาย” ไปจาก “ปราสาทหนองหงส์” อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์

นอกจากนี้ คำบรรยายของพิพิธภัณฑ์ ยังระบุชัดเจนว่าทับหลังชิ้นนี้มาจากปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย(Place of Origin: Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram province) ขณะที่ “ทนงศักดิ์ หาญวงษ์” นักวิชาการอิสระ ระบุชัดเจนว่า มีหลักฐานคือภาพถ่ายขาวดำจากการสำรวจโดย “มานิต วัลลิโภดม”นักโบราณคดี “ชั้นครู” ระหว่าง พ.ศ.2503-2504 คาดว่า “ทับหลังปราสาทหนองหงส์” น่าจะถูกนำออกนอกประเทศไทยราว พ.ศ.2508 เป็นต้นไป

นั่นทำให้เกิดกระแส “ทวงคืน…สมบัติชาติ” ขึ้นมาอีกครั้ง!!!

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดสถานการณ์ลักษณะเช่นนี้ เพราะย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ได้เกิดกระแส “ชาตินิยม” สุดเข้มข้นในยุคนั้น และคนไทยยังจดจำจนถึงทุกวันนี้นั่นคือกระแส…

“ทวงคืน…ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์”!!!

จากมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน และสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก สหรัฐอเมริกา กลับมาติดตั้งที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

ครั้งนั้นกองบรรณาธิการ “หนังสือพิมพ์แนวหน้า” ติดตามข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น จนนำไปสู่การเรียกร้องอย่างกว้างขวาง กระทั่งสหรัฐอเมริกายอมคืนโบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นนี้กลับคืนมาเป็นที่ชื่นชมของคนไทยทั่วประเทศ ผลพวงจากการทำงานหนักและจริงจังเพื่อ “ผลประโยชน์ของชาติ” ทำให้ “มูลนิธิอิศรา อมันตกุล” ประกาศตัดสินให้ “แนวหน้า” ได้รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยม หรือ รางวัล “พูลิตเซอร์” เมืองไทย ประจำปี 2531 ด้วยข่าว “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์”

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2531 ชาวไทยทั้งประเทศต่างตื่นเต้นยินดีกับข่าวการได้คืน “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือรณรงค์ของคนจำนวนมาก หลายชาติหลายภาษา ทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศไทย หลักฐานสำคัญที่ยืนยันได้ว่า “ทับหลังนารายณ์” เป็นของปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ ภาพถ่ายที่ถ่ายไว้ครั้ง “สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” เสด็จประพาสปราสาทพนมรุ้ง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2472 เป็นภาพถ่ายทับหลังที่แตกหักเป็น 2 ชิ้น เหมือนกับที่ “มานิต วัลลิโภดม” ถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ.2503

มีข้อสันนิษฐานว่าระหว่าง พ.ศ.2504-2508 ได้มีการ “โจรกรรม” ทับหลังที่แตกหักเป็น 2 ชิ้นนี้ไปจากปราสาทพนมรุ้ง โดย พ.ศ.2508 กรมศิลปากรได้พยายามไล่ยึดคืนกลับมา โดยยึด “ชิ้นเล็ก” ได้จากร้านขายของเก่าย่านราชประสงค์ ทว่า…ทับหลังชิ้นใหญ่ที่มีการ “จำหลัก” นารายณ์บรรทมสินธุ์ “สูญหาย” จากนั้นข่าวทับหลังก็เงียบหายไป

ต่อมา พ.ศ.2515 “ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล”และ ดร.ไฮแรม วูดเวิร์ด(Hiram Woodword) ได้พบทับหลังชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก สหรัฐอเมริกา จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่สถาบันทราบ ขณะที่ ดร.ไฮแรม เขียนแจ้งสถาบันเป็นลายลักษณ์อักษร ในเวลาเดียวกัน “ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ” ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงกรมศิลปากร แนะให้ขอคืนจากนายเจมส์ อัลสดอร์ฟ(James Alsdorf) เศรษฐีชาวอเมริกัน และประธานมูลนิธิอัลสดอร์ฟ (Alsdorf Foudation) ที่ให้สถาบันยืมแสดงในขณะนั้น

การต่อสู้เพื่อ “ทวงคืน…สมบัติชาติ” ครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย…ระหว่าง พ.ศ.2516-2521 กรมศิลปากรได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อขอคืนทับหลังฯชิ้นนี้ แต่ “คว้าน้ำเหลว” เนื่องจากในขณะนั้นประเทศไทยมิได้เข้าร่วมภาคีแห่งอนุสัญญาขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสหประชาชาติ ว่าด้วยวิธีการห้ามและป้องกันการนำเข้า การส่งออก และโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางวัฒนธรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เส้นทางการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด…พ.ศ.2531 กรมศิลปากรมีแผนจะเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” จึงได้ “รื้อฟื้น” เรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไทยใช้ภาพถ่ายของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และภาพถ่ายของ “มานิต วัลลิโภดม” เป็นหลักฐานยืนยันว่าโบราณวัตถุชิ้นนี้เคยอยู่ที่ปราสาทพนมรุ้ง และเป็นของไทยจริง แต่กระบวนการขอคืน “ทับหลังนารายณ์” ไม่ได้ราบรื่นดั่งใจหวัง เพราะนอกจากสถาบันศิลปะชิคาโกจะ “ไม่คืน” ให้แต่โดยดีแล้ว ยังเรียกร้องให้ไทยส่งโบราณวัตถุชิ้นอื่นไปแลกอีกด้วย

นี่จึงเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้คนไทย และนานาประเทศ ออกมาประท้วงกดดันสหรัฐให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง!!!

ต่อมามีการประชุมสภาเมืองชิคาโก ในเรื่องทับหลังนารายณ์ ซึ่งไทย “ไม่โดดเดี่ยว” มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งชาวอเมริกันเองด้วย ด้วยแรงกดดันต่างๆ เหล่านี้ และจากสื่อมวลชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึง “แนวหน้า” ที่ได้เกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ในที่สุด…

“นารายณ์ได้บรรทม” ณ ที่เดิม!!!

เมื่อทางสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก ยอมส่งมอบทับหลังนารายณ์ฯคืนให้แก่รัฐบาลไทยในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 และมีการนำกลับไปติดตั้งยังที่เดิมในวันที่ 7 ธันวาคมปีเดียวกันนั้น ทันวันพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งพอดีใน พ.ศ.2531

“ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ได้รับการยอมรับว่าเป็นทับหลังรูปพระนารายณ์ที่งดงามที่สุดในโลก และถือว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นเดียวที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของสามารถทวงคืนกลับมาจากผู้นำไปครอบครองได้สำเร็จ

ผ่านมากว่า 30 ปี…การต่อสู้เพื่อทวงคืนสมบัติชาติ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งกับกรณี “ทับหลัง…ปราสาทหนองหงส์” ซึ่ง “สมชัย กอชัยศิริกุล” นายกเทศมนตรีตำบลโนนดินแดงอ.โนนดินแดง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางทวงคืนกลับมา เพราะเป็นสมบัติของประเทศเหมือน “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์”ขณะที่“ทนงศักดิ์ หาญวงษ์” นักวิชาการอิสระ ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้สั่งการให้อธิบดีกรมศิลปากร รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกไปขายโดยผิดกฎหมาย เพื่อวางแผนในการติดตามทวงคืนต่อไปแล้ว

“ทับหลัง…ปราสาทหนองหงส์” จะกลับคืนสู่ประเทศไทยดังเช่นทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หรือไม่…ฤๅ…ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย พลังมวลชนจะต้องลุกขึ้นมา “ทวงคืน…สมบัติชาติ” อีกครั้ง!?!?!

เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม…

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment