‘ลวง-แรง-แตกแยก’ออนไลน์ คนไทย‘ตื่นรู้-เข้าใจ’แค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/224568

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ประชากรไทย 70 ล้านคน เรามีมือถือที่ลงทะเบียน 97 ล้านหมายเลข เรามีคนใช้ Social Media ถึง 32 ล้านคน หรือ 49% ของประชากร และ 28 ล้านคน เล่น Social Media ด้วยมือถือ”…

ความตอนหนึ่งจากปาฐกถาของ “ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กล่าวในงานเสวนา “สื่อมืออาชีพยุคสงครามออนไลน์” จัดโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สะท้อนถึงภาพ “โลกที่เปลี่ยนไป”

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ยกตัวอย่างในอดีตเพียงไม่กี่ปีที่อินเตอร์เนตยังเข้าถึงได้จำกัด ทั้งด้วยตัวระบบอินเตอร์เนตเองและด้วยอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ แต่ยุคต่อมาที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า มีอินเตอร์เนตไร้สายความเร็วสูง 3G-4G และโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone ทำให้คนไทยใช้อินเตอร์เนตเพิ่มขึ้น โดยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทยบนโลกออนไลน์เมื่อปี 2558 พบว่า ร้อยละ 82 ใช้อินเตอร์เนตเพื่อเล่น Social Media, ร้อยละ 56 ใช้หาข้อมูล, ร้อยละ 52 ใช้อ่านหนังสือ, ร้อยละ 42 ใช้ดูโทรทัศน์-ฟังวิทยุออนไลน์, ร้อยละ 52 ใช้รับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail) เป็นต้น

โลกออนไลน์เข้าถึงทุกคน…ไม่จำกัด “ฐานะ-อาชีพ-การศึกษา”!!!

“แต่เดิมเราคงรู้สึกว่าชาวนาคงเข้าไม่ถึงเพราะอยู่ไกลแต่เดี๋ยวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก คนขนขยะก็มีมือถือ ซาเล้งก็มีมือถือ พ่อแม่ในจังหวัดห่างไกลก็มีลูกหลานเอาโทรศัพท์ไปให้ เพื่อให้การติดต่อในครอบครัวเป็นไปได้ ระบบต่างๆเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว” ดร.พิเชฐ กล่าว

สิ่งใดมี “คุณอนันต์” สิ่งนั้นมักมี “โทษมหันต์” หากใช้กันอย่าง “ขาดความเข้าใจ” ดังที่ “ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต” อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในทางวิชาการมีศัพท์คำหนึ่งคือ “การทำลายเพื่อสร้างสรรค์”(Creative Destruction) หรือการทำลายของเก่าลงเพื่อก่อเกิดของใหม่ที่ดีขึ้น เจริญรุ่งเรืองขึ้น ทว่าสำหรับสังคมออนไลน์ ณ วันนี้…

“ทำลายเพื่อสร้างสรรค์” สิ่งที่ดีกว่าจริงหรือไม่?

“สังคมสารสนเทศที่เชื่อมโยงข้อมูล ข้อมูลนั้นควรเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ แต่ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นสังคมแห่งสารสนเทศ หรือสังคมแห่งอวิชชากันแน่ เป็นสังคมที่ผิดพลาด สังคมที่ปล่อยข้อมูลข่าวลือข่าวลวงต่างๆ เพื่อทำลายล้างกันแน่? บางทีอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยความรีบเร่งไม่ตรวจสอบ ก็มีข้อมูลผิดๆหลุดออกมา” ผศ.ดร.พิรงรองตั้งข้อสังเกต

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ “เพจอิสระ” บน Facebook ได้รับความนิยมมากกว่า “สำนักข่าว” ที่ทำงานเป็นมืออาชีพมาอย่างยาวนาน ปรากฏการณ์นี้เกิดจาก “ช่องทางรับสื่อ” ที่มากขึ้น จากในอดีตสื่อหลักจะมีเนื้อหาหลากหลาย เช่น หนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ มีทั้งหน้าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กีฬา บันเทิง ฯลฯ

แต่ “สื่อใหม่ยุคออนไลน์” ผู้รับสื่อแต่ละคนสามารถเลือกรับเฉพาะในสิ่งที่สนใจเท่านั้นได้เต็มที่ แม้ด้านหนึ่งเป็นข้อดีเพราะผู้บริโภคมีทางเลือก แต่อีกด้านหนึ่งอาจเป็น “ดาบสองคม” เพราะธรรมชาติของมนุษย์ย่อมเลือก “สิ่งที่ถูกจริตตน” เสมอ ทั้งเนื้อหาที่เลือกรับและกลุ่มคนที่เลือกสนทนา ผลกระทบ คือ…

โลกทัศน์คนแคบลง-สังคมแตกแยกมากขึ้น!!!

“ผศ.ดร.พิรงรอง” กล่าวอีกว่า สื่อใหม่นี้ถ้าเราสนใจจึงจะอ่าน ถ้าเป็น Facebook ที่มีแต่เพื่อนเรา ก็จะแชร์กันแต่สิ่งที่เราสนใจร่วมกัน เพราะเราปรับได้ว่าจะเปิดรับอะไรบ้างโลกทัศน์ก็จะแคบลงเรื่อยๆ ความคุ้นชินในการบริโภคเนื้อหาที่ “สั้น เร็ว แรง” เพิ่มมากขึ้น จากสมัยก่อนไม่มีทางเลือกชอบไม่ชอบก็ต้องเปิดอ่าน นี่เป็นวิวัฒนาการที่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เป็นการทำลายตัวกลางข้อมูลข่าวสารที่ทำให้คนมีความคิดกว้าง ไปสู่สิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Information Cocoon หรือ “ดักแด้สารสนเทศ”

“เหมือนฉันอยู่ใน Google, Facebook หรือ Instagram ที่ฉันมีความสุข อบอุ่นดี แต่ฉันไม่เคยออกไปนอกใยนั้นเลย มันก็ยิ่งพันตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะยิ่งแคบลงเรื่อยๆ ถ้าเข้าไปใน Facebook สมัยที่เหลืองแดงเยอะๆ ส่วนใหญ่เรามักเข้าไปในที่ที่มีคนคิดเหมือนกับเรา เราก็ฟังในสิ่งที่อยากฟัง แชร์สิ่งที่เราอยากแชร์โลกทัศน์ก็ยิ่งแคบ การแบ่งขั้วทางความคิดยิ่งมากขึ้น แบบนี้ไม่ใช่สังคมสารสนเทศ มันไม่มีการยอมรับความแตกต่าง แต่ทำให้ตัวตนแต่ละคนไปผูกอยู่กับคนที่เห็นเหมือนกันเท่านั้น” ผศ.ดร.พิรงรอง ระบุ

อีกข้อสังเกตหนึ่ง…ข้อมูลบนสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเพจต่างๆบน Facebook เต็มไปด้วยการใช้ “ภาพแรง-ถ้อยคำหวือหวา” หรือการพาดหัวแบบ “ล่อเป้า” (Clickbait) บางครั้งหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายและศีลธรรม ประเด็นนี้ “น.ส.กนกพร ประสิทธิ์ผล” นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ อธิบายว่า เป็นเพราะระบบของ Facebook เอง ที่ต้องการให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับคนหรือสิ่งอื่นๆ

ดังนั้นเนื้อหาหรือเพจใดที่มีคนแสดงความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการ “Like-Share-Comment” มากๆ เนื้อหาหรือเพจนั้นจะถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ตรงกันข้ามเนื้อหาหรือเพจใดที่คนแสดงความสนใจน้อย ก็จะ “ปลิว” หายไปจากหน้าจอของผู้ใช้ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้กด “Unlike-Unfollow-Unfriend” เลยก็ตาม ประกอบกับสภาพการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้คนทำสื่อบางรายเลือกที่จะใช้วิธีดังกล่าว เพราะ…

“ทุกยอดคลิกเป็นเงินเป็นทอง”!!!

“นี่คือสิ่งที่น่าห่วง คนไทยเล่น Facebook กันมาก กรุงเทพฯนี่ติดอันดับโลกนะกับการเล่น Facebook ฉะนั้นถ้าคลิกดูข่าวหรือเพจที่มีลักษณะหมิ่นเหม่-ล่อเป้ากันมากๆ แต่ข่าวที่ทำมาถูกจริยธรรมถูกจรรยาบรรณเราไม่ทำอะไรกับมันเลย สักวันหนึ่งเราก็จะได้แต่ข่าวที่เป็นลักษณะนั้น เพราะเราจะได้แต่ข่าวที่ Facebook คัดมาให้”

นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ฝากทิ้งท้ายว่า นี่คือสิ่งที่น่ากลัวเพราะเราควบคุมไม่ได้ ฉะนั้นคนทำสื่อเองก็ต้องทำ Content ที่ดี เหมือน “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ออกไป ส่วนผู้บริโภคสื่อก็ต้องมีภูมิต้านทาน ต้องสนับสนุนสื่อที่ทำดีทำถูก ก็ต้องช่วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

ไม่มีใครหยุดเทคโนโลยีได้ จากเดิมที่คนทำสื่อต้องเป็น “องค์กร” มีสำนักงาน บุคลากรต้องผ่านการฝึกอบรม ปัจจุบันกลายเป็นยุค “ใครๆก็เป็นสื่อได้” ขอเพียงมีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูป-วีดีโอ และเชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้เท่านั้น ซึ่งก็มีประโยชน์มาก เช่น ใช้สื่อออนไลน์เพื่อระดมความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่ก็มีโทษไม่น้อย อาทิ การเผยแพร่ส่งต่อข่าวลือ-ข่าวลวง ปั่นกระแสด่าทอสร้างความเกลียดชัง(Hate Speech) ทำลายล้างกัน

สังคมไทย “ตระหนักรู้” เรื่องเหล่านี้กันมากน้อยแค่ไหน?

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment