ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/224189
วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“น่าน” เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ “ผืนป่า” ถูกทำลายอย่างหนัก จากอดีตที่เคยเขียวขจี วันนี้ถูกแทนที่ด้วย “ภูเขาหัวโล้น” ท่ามกลางความกังวลว่าผืนป่า 4.6 ล้านไร่ จากเดิมที่มีอยู่ 6 ล้านไร่จะไม่เหลือเพราะการบุกรุกทำลายยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่พยายามดำเนินมาตรการ “อนุรักษ์” แต่อีกหลายพื้นที่กลับยังปรากฏการแผ้วถางทำลาย และเสียงคมฟันของ “เลื่อยยนต์”
แต่ไม่ใช่กับ “หมู่บ้านสบยาว”…
ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้อยู่ใน ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน และตั้งชื่อพ้องกับลักษณะภูมิประเทศ เพราะมี “แม่น้ำน่าน-แม่น้ำยาว” ไหลมา “สบ” หรือบรรจบกันพอดี ทำให้มีป่าและน้ำอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็นที่หมายปองของ “นายทุน” ที่จะเข้ามาสัมปทานป่า จับจองพื้นที่ แต่ด้วยความรักและหวงแหนทุนทำกินของตนเองชาวบ้านที่นี่จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง“กลุ่มอนุรักษ์ป่าและแม่น้ำ” ขึ้น และช่วยกันสร้างกิจกรรมปลูกจิตสำนึกของผู้คนให้รักและ “หวงแหน” แผ่นดิน
ทว่า…กระแสการพัฒนาที่มุ่งเอาทรัพยากรเป็นฐานการผลิต ทำให้มีการบุกรุกทำลายป่า มีการจับปลาในรูปแบบที่โหดร้าย ทำให้ปลาต่างๆ น้อยลง ชาวบ้านหาอาหารจากป่าและแม่น้ำได้ยากขึ้น กระทั่งปี 2536 “สถาพร สมศักดิ์” อาสาสมัครฮักเมืองน่าน และนักศึกษาธรรมศาสตร์ จึงเข้ามาส่งเสริมกระบวนการฟื้นป่าและน้ำของชุมชน ด้วยการกำหนด “เขตอนุรักษ์” ในแม่น้ำน่าน และตั้งกฎระเบียบห้ามจับปลาทุกชนิดในเขตอนุรักษ์ ผลของการอนุรักษ์ทำให้มีปลามากขึ้น

ต่อมาปี 2545 “พระวุฒิกรอิสสโร”(วุฒิกร พุทธิกุล)พระนักพัฒนารุ่นใหม่ ได้ชักชวนชาวบ้าน แกนนำชุมชนครูอาจารย์ และปราชญ์ชุมชน จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ร่วมชุมชนบ้านสบยาว” พร้อมเดินหน้าปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์และหวงแหน เห็นคุณค่าของแผ่นดินถิ่นเกิดให้กับเยาวชน จนนำไปสู่โครงการเพื่อการเรียนรู้ของชุมชนมากมาย เช่น“สืบชะตาแม่น้ำ 2 สาย” , การอนุรักษ์พันธุ์ “เอื้องป่า” ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่บ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า โดยศูนย์การเรียนรู้ร่วมชุมชนสบยาวได้ร่วมกันเพาะเอื้องพันธุ์ต่างๆ ที่หายาก แล้วนำคืนกลับไปสู่ป่าอีกครั้ง เป็นต้น ผลของการอนุรักษ์ป่า แม่น้ำ และเอื้อง ทำให้ป่าฟื้นตัว พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ฟื้นกลับคืนมา ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาอาหารจากป่าได้มากขึ้น
นี่คือความมั่นคงของอาหาร ความมั่นคงของชีวิต ที่เกิดขึ้นจากการยืนหยัดต่อสู้กับการไหลบ่าเข้ามาของการพัฒนา นายทุน และเลื่อยยนต์ เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนในชุมชนบ้านสบยาว ที่ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบเป็น “โมเดล” การพลิกฟื้นผืนป่าชุมชนให้กับพื้นที่อื่นๆ ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า…
“วนประชารัฐ”!!!
“พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า จากการที่ ทส.ได้บังคับใช้กฎหมาย มีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่า เน้นเป้าหมายที่กลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เพื่อคืนพื้นที่มาทำการปลูกป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ต้นน้ำ จึงได้จัดงาน “พลิกฟื้นผืนป่าประชารัฐน่าน” ขึ้น โดยกำหนดมาตรการที่จะฟื้นฟูป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้า และป่าห้วยสาลี่ อ.เวียงสา จ.น่าน 2 ด้าน คือ 1.การป้องกันไม่ให้ทรัพยากรป่าไม้ใน จ.น่าน ลดลงมากไปกว่านี้ และ 2.การเพิ่มพื้นที่ป่า ด้วยการปลูกป่า เพื่อฟื้นคืนป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนมา ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า“วนประชารัฐ”
“การจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ จ.น่าน ที่เรียกว่าวนประชารัฐ คือ การทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในพื้นที่และทำเกษตรกรรมได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนด โดยบริเวณที่เป็นแปลงปลูกป่าแบบวนประชารัฐนั้น ชาวบ้านสามารถมาใช้ประโยชน์ เช่น เก็บผักผลไม้ พืชสมุนไพร ของป่าต่างๆ รวมถึงปลูกพืชกินได้ เพื่อเป็นแหล่งรายได้อีกหนึ่งทางได้”
ด้านนายสมชัย มาเสถียร รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้เข้าไปสนับสนุนป่าชุมชนบ้านสบยาวให้ดำเนินตามวิถี “วนประชารัฐ” มาระยะหนึ่งแล้ว จนกลายเป็น “หมู่บ้านตัวอย่าง” ให้กับพื้นที่อื่นๆของ จ.น่าน และพื้นที่ใกล้เคียง เพราะชุมชนบ้านสบยาวดูแลรักษาป่าเป็นอย่างดี ไม่เกิด “ภูเขาหัวโล้น” จากการตัดไม้ทำลายป่า ขณะเดียวกันชาวบ้านในชุมชนยังสามารถเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ “ยังชีพ” ในครัวเรือนได้อีกด้วย
สำหรับการปลูกป่าชดเชยในพื้นที่ชุมชนบ้านสบยาว และพื้นที่อื่นๆ ใน จ.น่าน ทางกรมป่าไม้จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.ปลูกด้วยกล้าไม้ และ 2.ปลูกบนพื้นที่สูงชัน ซึ่งไม่เหมาะกับการเดินปลูกด้วยกล้าไม้ จึงใช้วิธีโปรยเมล็ดพันธุ์ด้วย “มือปืนหนังสติ๊ก” และโปรยทางอากาศโดย “ร่มบิน” ซึ่งมั่นใจว่านับจากนี้ไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ภูเขาหัวโล้นในพื้นที่ จ.น่าน จะแปรเปลี่ยนเป็นเขียวขจีแน่นอน
ขณะที่นายประลอง ดำรงค์ไทย รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ผืนป่าชุมชนบ้านสบยาวจัดตั้งเป็น “ป่าชุมชน” ตามแนวทางของกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นรูปแบบวนประชารัฐตั้งแต่ปี 2543 โดยดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ เช่น การดูแลรักษาป่าชุมชน โดยทำเส้นทางตรวจการณ์ จัดซื้อชุดตรวจลาดตระเวนป้องกันรักษาป่าชุมชน และการจัดชุดลาดตระเวนป้องกันรักษาป่า, บำรุงและฟื้นฟูป่าชุมชน ทั้งสร้างฝาย การปลูกป่าเสริม และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น การสืบชะตาป่าชุมชน เป็นต้น
รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จของชุมชนบ้านสบยาว บ่งชี้ให้เห็นว่าถ้าชุมชนดูแลป่าอย่างดีก็จะไม่เกิดภูเขาหัวโล้น ในเวลาเดียวกันชาวบ้านก็จะได้ผลผลิตจากป่ามาหล่อเลี้ยงชีวิต เก็บไปใช้ยังชีพในครัวเรือนได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเสริมสร้างรายได้ในชุมชนตามรอย “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วย
“วนประชารัฐ” ที่ชุมชนบ้านสบยาวนำมาใช้ จนพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ “ปลอด…ภูเขาหัวโล้น” ถือเป็นอีกหนึ่ง “โมเดล” ของการบริหารจัดการผืนป่า พืชพันธุ์ ลำน้ำ และผู้คน ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งพื้นที่อื่นๆสามารถนำไปใช้ และประสบความสำเร็จเฉกได้ ภายใต้แนวคิด…
ป่าไม้…จะอยู่รอด ถ้าผู้คนให้ความสำคัญ
ป่าไม้…จะเขียวขจี ถ้าผู้คนมีจิตสำนึกหวงแหน
ปุณณรานัญน์ ศิริพันธุ์
SCOOP@NAEWNA.COM
