ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/226279
วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ถ้าจะอนุรักษ์ป่า..ต้องแยกคนออกจากป่า”
คำกล่าวนี้เคยเป็น “ความเชื่อ” ว่าด้วยแนวทางการอนุรักษ์ป่าในอดีต เนื่องจากมองว่า “มนุษย์เป็นตัวการทำลายธรรมชาติ” จากการขยายพื้นที่เพาะปลูกก็ดี การลักลอบตัดไม้ไปขายก็ดี ภาครัฐจึงต้องหาทางอพยพคนที่อาศัยในป่าหรือใกล้ชิดกับป่าให้ไปตั้งถิ่นฐาน ณ พื้นที่อื่นๆ พร้อมส่งเสริมอาชีพทดแทน
ทว่าระยะหลังๆ ก็เริ่มมีการตั้งคำถามว่า “ได้ผลจริงหรือ?” เพราะทรัพยากรป่าไม้ยังคงลดลง ข่าวการบุกรุกแผ้วถางป่า
เป็นพื้นที่เพาะปลูก เกิดเป็น “เขาหัวโล้น” ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลักลอบตัดไม้หายากยังรุนแรง อย่างไรก็ตาม..เมื่อไปดูในต่างประเทศ มีการนำเสนอ“ความรู้ใหม่” ว่าด้วยการอนุรักษ์ป่าไม้ ที่ไม่ใช่การนำคนออกจากป่า แต่เป็นการส่งเสริมให้ใช้พื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน
คนอยู่กับป่า..ได้ประโยชน์จากป่า..และอนุรักษ์ป่าไปพร้อมกัน!!!
เมื่อพูดถึงชุมชนที่คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยนั้นก็มีหลายแห่ง ทว่าพื้นที่ที่ถูกยกให้เป็น “ต้นแบบ” ถูกพูดถึงบ่อยครั้งคือ “บ้านแม่ทา” หรือ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ จากในอดีตที่ “ชาวบ้านเกือบถูกไล่ที่” เพราะทางการประกาศเขตอุทยาน เมื่อราว 3 ทศวรรษที่แล้ว
อนันต์ ดวงแก้วเรือน อดีตกำนัน ต.แม่ทา บอกเล่ากับ “สกู๊ปแนวหน้า” เมื่อครั้งลงพื้นที่ ต.แม่ทา ร่วมกับคณะของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ปลายเดือนพ.ค. 2559 ว่าต้องย้อนไปเมื่อปี 2536 ในเวลานั้น ชาวบ้าน
เข้าไปตัดไม้และหาของป่าเพื่อดำรงชีพตามวิถีชีวิตปกติ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีฐานบุกรุกพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้” กระทั่งในเวลาต่อมา มีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และนักวิชาการ นำข้อมูลมาอธิบายกับชาวบ้าน ว่าพื้นที่อุทยานครอบคลุมจุดไหนบ้าง ซึ่งข้อสังเกตคือมีแนวคิดประกาศเป็นอุทยานตั้งแต่ปี 2525
แต่ชาวบ้านในพื้นที่ “ไม่รู้มาก่อน” เพราะ “ไม่มีผู้ใดแจ้งให้ทราบ”!!!
“อุทยานแม่ตะไคร้นั้นเตรียมประกาศตั้งแต่ปี 2525 พื้นที่ 801,000 ไร่ จากแม่ทา แม่ออน แม่ทาเหนือ ไปถึงดอยสะเก็ด แต่ชาวบ้านมารู้ในปี 2536 ชาวบ้านไม่เคยรู้มาก่อน มันเป็นความลับราชการ พอเรารู้เราก็ขอให้เขามาตรวจสอบ เขาก็ยึดแนวเขตป่าสงวนปี 2512 เราก็ถามว่าทำไมไม่ทำแนวเขตใหม่ จากปี 2512 ถึงปี 2525 มันผ่านมาแล้วกี่ปี? ถ้าประกาศชาวบ้านก็ผิดกฎหมายหมด” อดีตกำนัน ต.แม่ทา กล่าว

และแล้ว “เส้นทางการต่อสู้” ก็เริ่มขึ้น อนันต์เล่าว่า เขาและกลุ่มเกษตรกรในภาคเหนือ เดินหน้าเรียกร้องให้ภาครัฐยุตินโยบาย “นำคนออกจากป่า” แต่ไม่ได้รับการตอบสนองไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด นายกรัฐมนตรีคนไหน แม้กระทั่งนักการเมืองดังที่ชูจุดขายว่าเป็น “คนบ้านเดียวกัน” จนได้รับเลือกตั้งก็ตาม
เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็ “เงียบ” ไม่ทำตามที่ “หาเสียง” ไว้แต่อย่างใด!!!
“รัฐบาลเก่าหมดอายุ ยุบสภา รัฐบาลใหม่เราก็ไปตามกันใหม่ วนกันอยู่อย่างนี้ แม้แต่คนที่บอกว่าเป็นคนพื้นที่ เราก็เชื่อว่า
เขาต้องช่วยเราแน่ๆ สุดท้ายกลายเป็นคนพื้นที่มาฆ่าคนพื้นที่เอง เพราะเขาเน้นเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว” อนันต์ กล่าวด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
จากความ “พ่ายแพ้” ในครั้งนั้น ชาว ต.แม่ทา เริ่มหันกลับมาดูว่า “ตนเองจะทำอะไรได้บ้าง” แล้วพบว่าสามารถใช้ “กลไกท้องถิ่น” บริหารจัดการพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรอภาครัฐส่วนส่วนกลาง ซึ่ง กนกศักดิ์ ดวงแก้วเดือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่ทา กล่าวว่า ในปี 2549 เป็นต้นมา ชุมชนแม่ทามีการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ อาทิ..
การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่ในชุมชน ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกกฎระเบียบและบทลงโทษมาบังคับใช้ได้,การนำระบบแผนที่ดาวเทียมมาใช้ เพื่อกำหนดเขตป่าประเภทต่างๆ รวมถึงเขตที่ดินของชาวบ้านแต่ละคนให้ชัดเจน แม้ระยะแรกๆ “เทคโนโลยี” จะเป็น “อุปสรรค”สำหรับชาวบ้านที่ส่วนใหญ่การศึกษาไม่สูง
แต่ทุกคนก็ “พยายามเรียนรู้” กันเต็มที่!!!
“ผมต้องไปซื้อระวางแผนที่ 1 ต่อ 4,000 จากกรมพัฒนาที่ดิน แล้วก็ส่งช่างไปอบรมที่จุฬา (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อยู่ 7 วัน เพื่อใช้โปรแกรมใช้เครื่องมือให้เป็น แล้วก็มาชวนชาวบ้านทำกัน ก็ธรรมดาครับ เครื่องจีพีเอส (GPS-อุปกรณ์ระบุพิกัดด้วยดาวเทียม) ตัวละสองหมื่นกว่าบาท ชาวบ้านจับที่มือสั่นเลย กลัวร่วง แต่ชาวบ้านก็อยากทำ คือทุกคนใจสู้แล้ว แล้วพอทำไปมันก็ตื่นเต้น คือชาวบ้านได้เห็นรูปบ้าน เห็นรูปทรงที่ดินของตัวเอง
พอตอนนี้ผมทำพื้นที่เสร็จแล้ว มีผังล็อกพื้นที่ไว้หมดแล้วว่าตรงไหนเป็นที่ของใคร แล้วก็มีระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่ทำรีสอร์ท ไม่ทำบ้านจัดสรร ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วก็พยายามผลักดันให้เป็นแปลงรวม ไม่อยากให้เป็นแปลงส่วนบุคคลเพราะมันคุมยาก แม้จะมีกฎหมายควบคุมแต่สุดท้ายก็จะเป็นปัญหา”
นายก อบต.แม่ทา ระบุ ทั้งนี้ปัจจุบัน อบต.แม่ทา มีพื้นที่ 73,000 ไร่ เดิมมีเอกสารสิทธิทำกิน 5,000 ไร่ แต่ได้เพิ่มจากรัฐบาล คสช. เมื่อปี 2558 อีก 7,000 ไร่รวมเป็น 12,000 ไร่ ขณะที่พื้นที่ป่าที่เหลือ ได้แบ่งเป็น “ป่าอนุรักษ์” เป็นป่าต้นน้ำไม่มีการใช้ประโยชน์ กับ “ป่าใช้สอย” สามารถนำทรัพยากรในป่ามาใช้ได้เพื่อการดำรงชีพ เช่น นำไม้มาใช้ซ่อมแซมบ้านหรือยุ้งฉาง รวมถึงหาของป่า แต่ไม่แผ้วถางเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกรุกล้ำเข้าไป
สำหรับเป้าหมายต่อไป นายก อบต.แม่ทา กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก “ไม้สัก” ในพื้นที่ทำกินของแต่ละคน โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อ “ฟ้าเปิด” กฎหมายไม้หวงห้ามถูกแก้ไขให้ประชาชนสามารถปลูกและตัดขายได้ ไม้เหล่านี้จะกลายเป็น “รายได้” ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมๆ กับเป็นการอนุรักษ์ไม้ในป่าไปในตัว ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา ฟินแลนด์ เป็นต้น
เพราะเมื่อ “ปลูกเอง-ขายได้” ก็ไม่จำเป็นต้อง “ตัดเอาจากป่า” อีกต่อไป!!!
“ตอนนี้ตรงไหนที่ชาวบ้านปลูกจริง เราทำข้อมูลรับรองไว้ก่อนว่าอันนี้สักปลูกนะไม่ใช่สักป่า เราใช้เงิน อบต. ซื้อกล้ามาให้ด้วยนะ เขาเลยกล้าปลูก เราเริ่มกันในปี 2553 ถ้าตามหลักก็ตัดได้อีก 15 ปีขึ้นไป แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งผมว่าลงทุนแล้วคุ้มนะ อย่างถ้ามีสัก 60 ต้น ใช้สร้างบ้าน 30 ต้น เหลืออีก 30 ต้น ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้าไม้ต้นละ 20,000 คูณ 30 ก็ 600,000 ผมว่าก็น่าจะพออยู่สำหรับคนเฒ่าคนแก่ครับ” นายก อบต.แม่ทา กล่าวทิ้งท้าย
ผลจากความมุ่งมั่น..ชุมชนแม่ทาได้รับการยกย่องจากหลายหน่วยงาน อาทิ ได้รับรางวัลชุมชนหมู่บ้านต้นแบบปลอดเผาไร้ควันพิษ ปี 2552 จากกรมควบคุมมลพิษ, ได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในโครงการตำบลสุขภาวะ ว่าด้วยระบบเกษตรแบบยั่งยืน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “คนอยู่กับป่าได้” ถ้าหาก “บริหารจัดการเป็น”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
