‘เชื้อดื้อยา’ภัยเงียบสังคมไทย ‘ใช้พร่ำเพรื่อ-ซื้อกินเอง’ระวัง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222836

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต – เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้”

คำสอนบทหนึ่งของ พระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่สะท้อนถึง “ความเจ็บไข้ได้ป่วย” ว่าเป็น “สัจธรรมของสัตว์โลก” ไม่ว่าใครก็ต้องประสบพบเจอไม่มากก็น้อย หนักบ้างเบาบ้าง อย่างไรก็ตาม เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง สามารถเรียนรู้และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ มนุษย์จึงพยายามค้นคว้าหาสารต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติบ้าง จากการสังเคราะห์บ้าง เพื่อเป็น
“ยารักษาโรค” บรรเทาอาการเจ็บป่วย

“ยา” จึงถือเป็น “ความหวัง” ในการมีชีวิตอยู่..เป็น “ปัจจัย 4” ของมนุษย์!!!

แต่จะเกิดอะไรขึ้น..หากยานั้นไม่สามารถ “เอาชนะโรคภัย” ได้อีกแล้ว?!!!

เมื่อ 23 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ณ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านยาปฏิชีวนะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาปีละ 45,000 คน และยังพบการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลมีจำนวนมากขึ้น

สาเหตุมาจากการ “ใช้ยาพร่ำเพรื่อ” โดยเฉพาะ “ยาต้านแบคทีเรีย”!!!

“การติดเชื้อดื้อยามีผลทำให้การรักษายุ่งยาก เพราะต้องรักษาด้วยยาที่แพงกว่าปกติหรืออาจต้องฉีดยาวันละหลายครั้ง ซึ่งผู้ป่วยต้องเดินทางมาโรงพยาบาลหรือต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อฉีดยา แทนที่จะใช้ยารับประทานอยู่ที่บ้าน ต้นตอของปัญหาคือเชื้อดื้อยาจากการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่มากเกินความจำเป็น และใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะสามารถหาซื้อยาเหล่านี้ได้ทั่วไป” รอง ผอ.รพ.รามาธิบดี กล่าว

สอดคล้องกับการเปิดเผยของ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 20,000-38,000 คนซึ่งส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 46,000 ล้านบาทโดยจากการตรวจสอบรวบรวมบัญชียาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการ แพทย์ เภสัชกร และภาคประชาชน

พบว่า “ยาอม-ยาแก้ท้องเสีย” ผสมยาต้านแบคทีเรียมากที่สุด!!!

“เราได้ทบทวนรายการยาต้านแบคทีเรียในประเทศ เพื่อคัดเลือกรายการยาที่ควรถอนทะเบียนตำรับยาออกจากประเทศไทย พบว่ามีตั้งแต่ยาอมที่ไม่ควรมีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอาการเจ็บคอไม่ได้เกิดจากเชื้อดังกล่าวและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในลำไส้

เช่นเดียวกับยาแก้ท้องเสียที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากเชื้อไวรัส รวมถึงอันตรายจากสูตรผสมของยาต้านแบคทีเรียในยาประเภทต่างๆ โดยทางเครือข่ายนักวิชาการจะยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ อย. ถอนบัญชียาเหล่านี้ออกจากประเทศ” ภญ.นิยดา ระบุ

ขณะที่ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ยาอมที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ (ยาต้านแบคทีเรีย) โดยเฉพาะสูตรยาที่มี นีโอมัยซิน (Neomycin) เพราะยาปฏิชีวนะนีโอมัยซินไม่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ แต่ออกฤทธิ์ได้ต่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ เมื่อกลืนยาลงไปจะชักนำให้เกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มที่มีชื่อว่า อะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycoside) ทั้งกลุ่ม

ปกติแล้วยากลุ่มนี้จะใช้กับ “ผู้ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือด”!!!

และกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือ “เด็ก” ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ซึ่ง รศ.พญ.ดร.วารุณี พรรณพานิชวานเดอพิทท์ ผู้แทนจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยา เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่ได้เต็มที่ การเจ็บป่วยส่วนใหญ่ของเด็กจะเริ่มจากการติดเชื้อไวรัส

แต่ผู้ปกครอง “เข้าใจผิด” ให้ยาบุตรหลานไม่ตรงกับโรค !!!

“ผู้ปกครองไม่ทราบวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น จึงมักให้ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะเป็นยาต้าแบคทีเรียยากลุ่มนี้ไม่ออกฤทธิ์ในการกำจัดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยในช่วง 2-3 วันแรก”

พญ.วารุณีกล่าว พร้อมฝากถึงผู้ปกครองว่า ในเด็กปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก่อน เมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ เช่น มีไข้ และอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือท้องเสีย ถ่ายเหลว ควรให้การรักษาประคับประคองตามอาการอย่างเหมาะสมเช่น ให้ยาแก้ไอ ยาลดอาการคัดจมูก ลดไข้ ในช่วงที่มีอาการเท่านั้น

ไม่ควรให้ “ยาบรรเทาอาการ” ในช่วงที่ “ไม่มีอาการ” เด็ดขาด!!!

“หากเด็กยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เช่น กินได้ เล่นได้ นอนหลับพักได้ดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรียมารับประทานเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยารุนแรงจนรักษาไม่ได้ในอนาคต” พญ.วารุณี ฝากทิ้งท้าย

บทความ “อุปนิสัยการใช้ยาเองในคนไทย” ซึ่งเขียนโดย ภญ.พิณทิรา ตันเถียร เมื่อปี 2552 ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากนิยมหาซื้อยามาใช้เองโดยไม่ผ่านการปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งพบว่า “ผู้ป่วยร้อยละ 38.6 มีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนมาโรงพยาบาล” และมักเป็นการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ และเมื่อยาตัวเดิมรักษาไม่หาย ก็ต้องไปหายาตัวใหม่ที่ราคาแพงกว่ามาใช้ ทั้งนี้ในหลายกรณีกลายเป็นการ“สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์” เพราะทำอย่างไรก็รักษาไม่หายขาด เนื่องจากไม่สามารถคิดค้นยาปฏิชีวนะมาใช้ได้ทัน

นี่เป็นอีก “ภัยเงียบ” ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้..และประชาชนก็ต้อง “ใส่ใจ”!!!

จะได้ไม่ต้องมีใคร “สูญเสีย” จากพฤติกรรมการใช้ยาแบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment