ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/224377
วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“เรารู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น สามารถออกมาทำงานได้ แต่ก่อนเราจะกลัวสังคม ไปไหนก็ตามที่เป็นที่เดิมๆ ก็จะมีความกลัว แต่ตอนนี้เราพร้อมที่จะกลับมาทำงานของเราได้”
หญิงสาวรายหนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่อ “ความรุนแรงทางเพศ” และผู้ก่อเหตุยังเป็น “สามี” อยู่กันมาร่วม 20 ปีบอกเล่าเรื่องราวของตนในเวทีเสวนา “ข่มขืน ไกล่เกลี่ยยอมความ : เราจะออกจากวังวนนี้อย่างไร?” จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา
หญิงสาวรายนี้เล่าว่า ทั้งที่แต่งงานและอยู่กินกันมานาน แต่ระยะหลังๆ สามีมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง ที่เลวร้ายที่สุด คือ “บังคับให้ขายบริการทางเพศ”หากไม่ทำจะถูกทำร้ายร่างกายและไม่ให้พบหน้าลูก เธอทนอยู่กับ “นรกบนดิน”ราว 1 ปี จึงเข้าแจ้งความ และในที่สุดสามีถูกศาลตัดสินจำคุก 7 ปีซึ่งหลังจากนี้เธอจะฟ้องหย่าต่อไป
เมื่อได้ “ความเป็นธรรม” กลับคืนมา
ชีวิตที่ต้อง “ทนทุกข์ทรมาน” ก็สิ้นสุดลง!!!
ทว่ากับเหยื่ออีกราย…พ่อรายหนึ่งที่ลูกสาวมีอาการบกพร่องทางการเรียนรู้ เล่าว่า ลูกสาวถูก “เพื่อนร่วมงาน” ลอบเข้ามา “ข่มขืน” เรื่องน่าจะ “จบเร็ว”เพราะทราบตัวผู้ต้องสงสัย อีกทั้งหลังทราบเรื่องได้นำลูกสาวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมกับแจ้งความไว้ แต่ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี คดีไม่คืบหน้า ตำรวจก็ไม่ได้แจ้งสาเหตุใดๆ ให้ทราบ วันนี้คุณพ่อรายดังกล่าว “เจ็บปวด” เพราะยังต้องเจอหน้า “คู่กรณี” ในที่ทำงานอยู่ทุกวัน

“ผมทำงานกับเขาทุกวัน เขาก็ยิ้มทุกวันอย่างสบายใจ ผมต้องหลบหน้าเขา เพราะทำงานที่เดียวกันก็ต้องเจอกัน อยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยทำให้คดีมันไวๆ หน่อย” คุณพ่อรายนี้กล่าว
ขณะที่ผลการสำรวจข่าว “ความรุนแรงทางเพศ” ประจำปี 2558 ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สำรวจจากหนังสือพิมพ์รายวันระดับประเทศ 14 ฉบับ พบข่าวความรุนแรงทางเพศ 306 ข่าว โดย 2 ใน 3 หรือ ร้อยละ 69.9 เป็นคดี “ข่มขืนกระทำชำเราและรุมโทรม” แบ่งเป็น ข่าวข่มขืน ร้อยละ 51.3 พยายามข่มขืน ร้อยละ 13.7 และรุมโทรม ร้อยละ 4.9
ในจำนวนนี้ “คนใกล้ชิด-คุ้นเคย” เป็นผู้ก่อเหตุมากที่สุดถึง ร้อยละ 46 แซงหน้า “คนแปลกหน้า” ซึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 45.3 นอกจากนี้ “ที่พัก” ยังเป็นสถานที่เกิดเหตุมากที่สุดถึง ร้อยละ 41.3 แบ่งเป็นที่พักของเหยื่อ ร้อยละ 21.4 และที่พักของคนร้าย ร้อยละ 19.9 มากกว่า “ที่เปลี่ยว” ที่รวมกันได้ ร้อยละ 29.8 แบ่งเป็น ถนนและซอยเปลี่ยวร้อยละ 19.3 ชายป่า ไร่ นา และชายหาด ร้อยละ 10.5 ดังนั้นสำหรับผู้หญิงแล้ว…
ไม่มีที่ไหนปลอดภัย แม้กระทั่งในบ้านตัวเอง!!!
“น.ส.อังคณา อินทสา” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า แต่ละปีมีผู้เข้ามาขอรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิ 30-40 คดี ในจำนวนนี้หลายราย “ไม่กล้าแจ้งความ” เพราะกลัวและอับอาย ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ผู้ตกเป็นเหยื่อรีบไปแจ้งความโดยเร็วที่สุดหลังเกิดเหตุ
“เราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ กล้าบอกเล่าให้เร็ว เพราะจะเป็นผลดีกับตัวเขาเองในเรื่องของพยานหลักฐาน เพราะคดีความผิดทางเพศ หลักฐานทางร่างกายหรืออื่นๆ สำคัญมาก หลายกรณีอาจไม่ได้ตรวจร่างกายในทันที ทำให้พยานหลักฐานหาย” ผู้แทนมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุ
น.ส.อังคณา ตั้งข้อสังเกตว่า เหยื่อหลายราย “ไม่ทราบ”ว่าต้อง “แจ้งความ” หากต้องการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทำให้เมื่อไปพบตำรวจกลับทำเพียง “ลงบันทึกประจำวัน”และตำรวจมักไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ให้เจ้าทุกข์ทราบ ซึ่งการลงบันทึกประจำวันกรณีความผิดเกี่ยวกับเพศต้องไปติดตามเพื่อยืนยันภายใน 3 เดือน จึงจะเข้าสู่การเป็นคดีความได้…
เหยื่อ “ไม่ทราบสิทธิ์”
ผู้กระทำผิดจึง “ลอยนวล”!!!
“ด.ต.สิริเวช เจริญชนม์” จากกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี(กก.ดส.) อธิบายประเด็นนี้ว่า ด้วยความที่ “เกณฑ์ชี้วัดผลงาน” ของตำรวจ อยู่ที่จำนวนคดีความในท้องที่ “คดียิ่งน้อย ผลงานยิ่งโดดเด่น” บวกกับภารกิจของตำรวจมีหลายด้าน ทำให้บางพื้นที่พยายาม “ไกล่เกลี่ย”โน้มน้าวให้ผู้เสียหายลังเลที่จะแจ้งความดำเนินคดี เพื่อให้ท้องที่ของตนมีคดีความน้อยที่สุด จึงขอย้ำว่าถ้าต้องการให้คดีคืบหน้า ต้องยืนยันว่าจะ “แจ้งความ” เท่านั้น
“ถ้าท่านไปโรงพักต้องบอกว่าจะแจ้งความ ตำรวจถ้ารับแจ้งความแล้วเดี๋ยวขั้นตอนมันจะเดิน ทุกอย่างมีกรอบเวลาอยู่ ถ้าคดีไม่คืบหน้า คนที่สูงกว่าร้อยเวรคือสารวัตร ท่านก็ไปตามลำดับชั้นเลย ไม่มีใครอยากเอาตำแหน่งตัวเองมาแลกกับความบกพร่องของลูกน้อง” ด.ต.สิริเวช แนะช่องทาง
อย่างไรก็ตาม หากมองถึง “รากเหง้า” ของปัญหา พบว่าในสังคมไทยยังมี “2 มาตรฐาน” ในการอบรมสั่งสอนระหว่างหญิงและชาย ซึ่ง “น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อ้างอิงจากผลการศึกษา ว่า ผู้ก่อเหตุหลายรายให้การว่า “ควบคุมอารมณ์ทางเพศของตนไม่ได้” สะท้อนว่าเพศชายมิได้ถูกปลูกฝังให้ควบคุมเรื่องนี้เช่นเดียวกับเพศหญิง ดังนั้นเมื่อมี “ปัจจัยกระตุ้น” เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเสพยาเสพติด ย่อมสุ่มเสี่ยงให้ “ขาดความยับยั้งชั่งใจ” และก่อเหตุในที่สุด
“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาผู้หญิงถูกสอนให้ควบคุมอารมณ์ทางเพศมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายไม่ได้ถูกสอนให้ยับยั้งในเรื่องเหล่านี้ จะทำอย่างไรให้คำสอนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน ไม่เช่นนั้นเราจะเจอกับปัญหาข่มขืนซ้ำซากอยู่แบบนี้” น.ส.จรีย์ ฝากทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า ปัจจัยที่จะลดปัญหาความรุนแรงทางเพศ “เจ้าหน้าที่” ต้องไม่มองเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ต้องแจ้งสิทธิ์ให้ทราบ,“เจ้าทุกข์” ต้องกล้าแจ้งความโดยเร็วเพราะหลักฐานยังสมบูรณ์, “คนรอบข้าง” ต้องช่วยเหลือให้กำลังใจไม่ซ้ำเติม และการ “อบรมสั่งสอน” ว่าด้วยการใช้ชีวิตต้องปรับเปลี่ยน…
หากสอนให้ผู้หญิงเป็น “สุภาพสตรี” รักนวลสงวนตัวแล้ว…
ก็ต้องสอนให้ผู้ชายเป็น “สุภาพบุรุษ” รู้จักยับยั้งชั่งใจเช่นกัน!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
