‘เย็น’…อย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เปิดแผน‘ปรับอากาศ’ลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227020

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สภาพอากาศที่ “ร้อนจัด” ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกือบทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจเลือกใช้เพื่อ “ดับร้อน” แต่ “ยิ่งเปิดยิ่งร้อน” เพราะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นนำไปสู่การปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้วยสถานการณ์ข้างต้นทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือ ล่าสุดกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี(BMUB) ร่วมกับกระทรวงพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหราชอาณาจักร(DECC) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน(GIZ) ได้เปิด“โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศในอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็น(RAC NAMA)” ขึ้น เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีสารทำความเย็นที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

“ทิม มาเลอร์” ผู้อำนวยการโครงการฯ ประจำ GIZ ประเทศไทย กล่าวว่า “แนวทางแรก” โครงการ RAC NAMA มีเป้าหมายกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงขึ้น โดยจะ “ติดฉลาก” สินค้าและเพิ่มแรงจูงใจทางการเงินให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้จะสนับสนุน “ซูเปอร์มาร์เก็ต-โรงแรม” เป็นต้น ให้ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศและทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“แนวทางที่ 2” สำหรับบางผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็นและตู้แช่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน(GWP) ในระดับต่ำ และวางขายในตลาดอยู่แล้ว โครงการมีเป้าหมายที่จะเพิ่มแรงจูงใจหรือกลไกทางการเงินให้แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศ เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“นอกจากนี้จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ไปสู่การใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยจะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ดีและเป็นมาตรฐานสากล” ทิม มาเลอร์ กล่าว

ด้าน “ธรรมยศ ศรีช่วย” อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 และปัจจุบัน “อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น” ของประเทศไทย มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดว่าภายในปี 2573 จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า กระทรวงพลังงานจึงศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้รวมถึงสร้างจิตสำนึกใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานในประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะนำไปสู่การลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็น ต่อไปได้

ขณะที่ “เพเทอร์ พรือเกล” เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ “อุตสาหกรรมปรับอากาศและทำความเย็น” ที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการในประเทศและบริษัทข้ามชาติดังนั้นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องมีศักยภาพในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นั่นคือบริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต้องเผชิญกับความ “ท้าทาย” ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงและสารทำความเย็นแบบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็นนี้ได้ โดยโครงการจะดำเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าในระยะเวลา 4 ปี

ส่วน “พอล บิวท์” อัครราชทูต ณ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาระบบการทำงานในตลาดพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวเข้าสู่สังคม “เมืองเศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ” ไปพร้อมกัน โดยโครงการดังกล่าวจะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการผลิตและการใช้งานของระบบปรับอากาศและทำความเย็นของประเทศไทย ด้วยมาตรฐานและเทคโนโลยีใหม่ที่สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment