ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/225715
วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
โปสเตอร์รณรงค์ “หยุดพ่อแม่วัยรุ่น” โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์
“แม่วัยใส-ท้องไม่พร้อม” ปัญหาสำคัญของไทย ย้อนไปเมื่อต้นปี 2557 พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 ประเทศไทยมีหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ตั้งครรภ์สูงถึง 54 คนต่อประชากรวัยรุ่นแสนคน สูงกว่าเกณฑ์ที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดว่าไม่ควรเกิน 15 คน ต่อประชากรวัยรุ่นแสนคน
ไม่เพียงเท่านั้น..ข้อมูลจาก สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์กรมอนามัย ระบุว่า อัตราส่วนการคลอดในหญิงอายุ 15-19 ปีเท่ากับ 53.8 คนต่อประชากรหญิงวัย 15-19 ปีพันคน นอกจากนี้ยังพบอีกว่า มีการทำคลอดในหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปีจำนวน 3,725 ราย รวมถึงมีการตั้งครรภ์ซ้ำและคลอดอายุในกลุ่มผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 15,443 ราย โดยหากเทียบกันในกลุ่มประชาคมอาเซียน 10 ชาติ ไทยนั้นเป็น “อันดับ 2” ในอาเซียนที่มีแม่วัยใส รองจากอันดับ 1 คือ “ลาว” ซึ่งอยู่ที่ 56 คน ต่อประชากรวัยรุ่นแสนคน
อันดับแบบนี้ “คงไม่มีใครอยากได้”!!!
เช่นเดียวกัน..ปัญหา “ท้องไม่พร้อม” มักมาพร้อมกับ“ทำแท้งเถื่อน” ดังที่เมื่อหลายปีก่อนมีข่าวพบซากทารกนับพันซุกซ่อนอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่ามาจากคลินิกทำแท้งเถื่อน ขณะเดียวกันก็มีข่าวเป็นระยะๆ ว่ามีวัยรุ่นไปใช้บริการคลินิกเหล่านี้แล้ว “เสียชีวิต” เนื่องจากการทำแท้งในสถานที่ดังกล่าวใช้วิธีการที่เป็นอันตราย ทั้งนี้สาเหตุสำคัญของการต้องแอบไปทำแท้ง เพราะสังคมไทยมองผู้หญิงทั้งที่ “ทำแท้ง” และ “ท้องก่อนแต่ง” ในทางลบ
โดยเฉพาะการ “ท้อง-แท้งในวัยเรียน”!!!
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเขียนบทความ “ทลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง” อ้างถึงคำกล่าวของ ธาวิต สุขพานิช ซึ่งเป็นอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปัจจุบันเกษียณแล้ว) ที่ระบุว่า กฎหมายลักษณะผัวเมียของไทยในอดีต“ไม่เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง” โดยสมัยนั้นใช้คำว่า “รีดลูก” ขณะที่ความผิดฐานทำแท้งเพิ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับ ประมวลกฎหมายอาญา ปี 2499 หรือเมื่อ 60 ปีมานี้เองเท่านั้น
“ทำแท้ง=หญิงชั่ว” จึงไม่น่าใช่ค่านิยมดั้งเดิม”!!!
ปัญหา “ท้อง-แท้ง ในวัยรุ่น” กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ถึงขนาดต้องมีกฎหมายขึ้นมาเป็นการเฉพาะ คือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพ.ศ.2559 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 30 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันให้หลัง ซึ่งสาระสำคัญ “มาตรา 5” ระบุว่า “วัยรุ่นมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง” ในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ อาทิ การได้รับข่าวสารและความรู้ การได้รับบริการ รักษาความลับและความเป็นส่วนตัว เข้าถึงสวัสดิการสังคม เป็นต้น
เมื่อประกอบกับ “มาตรา 7 (2)” ว่าด้วยหน้าที่ของ “สถานบริการ” อันหมายถึงสถานพยาบาลต่างๆ ไว้ว่า จัดให้มีบริการให้คำปรึกษาและบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับผู้รับบริการซึ่งเป็นวัยรุ่น และสอดคล้องกับสิทธิตามมาตรา 5 รวมถึงระบบ “ส่งต่อ” เพื่อให้ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมอย่างครบวงจร
ทว่า “ความท้าทาย” เกี่ยวกับสิ่งที่แม้กฎหมายนี้จะกำหนดไว้ แต่เมื่อถึงเวลาบังคับใช้จริงอาจมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ที่ “มาตรา 6” ซึ่งระบุว่า สถาบันการศึกษาต้องจัดให้มีการสอน “เพศศึกษา” รวมถึงจัดหาและพัฒนาทั้ง “หลักสูตร-บุคลากร” ให้มีความรู้และทักษะในการให้คำแนะนำปรึกษา สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกับผู้เรียน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า..
“เพศ” เป็นเรื่อง “ห้ามพูด” ในสังคมไทย!!!
“เวลาเรานำเสนอเรื่องสุขภาพหรือปัญหาทางเพศ มันจะถูกนำเสนอในแง่ลบตลอด ให้รู้สึกว่าอันตรายน่ากลัว นำมาซึ่งปัญหา จะทำยังไงให้สังคมไทยมองเรื่องเพศเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งพอเป็นแบบนี้ มันก็จะไปตกร่องที่ว่า..เอ้า! ต่อไปนี้เราจะพูดเรื่องเพศยังไงก็ได้ใช่ไหม? ไม่มีข้อห้ามใช่ไหม?..”
จิตติมา ภาณุเตชะ ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่กล่าวในงานเสวนาว่าด้วยผลสำรวจของมีเดียมอนิเตอร์ เมื่อปลายเดือนเม.ย. 2559 ว่าด้านหนึ่งรายการบันเทิงในช่องโทรทัศน์ของไทย เต็มไปด้วยเนื้อหา “สองแง่สองง่าม” แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยกลับไม่ยอมให้มีการสอนเพศศึกษาในลักษณะ“สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง” อย่างตรงไปตรงมา
เพราะกลัวจะเป็นการ “ชี้โพรงให้กระรอก”!!!
จิตติมา ยกตัวอย่าง “เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น” จะห้ามไม่ให้มีก่อนวัยอันควรได้หรือไม่? แต่หาก “ไม่ได้” แล้วจะมีอย่าง “ไม่ก่อปัญหา” ทั้งกับตนเองและคนรอบข้างได้อย่างไร? ซึ่งไม่ใช่แค่การรู้ว่า“ถุงยางอนามัย” สามารถป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์เท่านั้นแต่ต้องมีทักษะในการ “ปฏิเสธ” การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยได้ด้วย
“การรู้เท่าทันเรื่องเพศมันหมายถึง..อันที่หนึ่งต้องเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม อันที่สองต้องมีข้อมูลที่เพียงพอที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยได้อันที่สามคือทักษะที่จะสื่อสาร ต่อรอง ปฏิเสธ ถ้าองค์ประกอบทั้ง 3 นี้ครบถ้วนมันก็จะทำให้คนใช้ชีวิตทางเพศได้ปลอดภัยมากขึ้น” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. ฝากข้อคิด
สำหรับ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่29 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป ส่วนจะ “ลด-แก้” ปัญหาแม่วัยรุ่นท้องไม่พร้อม รวมถึงทำแท้งเถื่อนได้มากน้อยเพียงใด? ยังเป็นเรื่องที่ต้องตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่ต้อง “ตระหนัก” คือในขณะที่ด้านหนึ่งสังคมไทยมองเรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ห้ามพูดถึง แต่อีกด้านหนึ่งโลกของการสื่อสารไปไกลถึงขั้นออนไลน์ “ไม่มีใครควบคุมได้” เด็กและเยาวชนเข้าถึงสื่อลามกและความเชื่อทางเพศที่ผิดๆ ได้ง่ายเพียงแค่ “คลิกเดียว” บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ
ฉะนั้นแค่ “มีกฎหมาย” ปัญหาก็อาจไม่จบ..หาก “ทัศนคติ” สังคมไม่เปลี่ยนตาม!!!
หมายเหตุ : อ่านกฎหมายฉบับเต็มได้ที่ http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/law30-310359-1.pdf
SCOOP@NAEWNA.COM
