ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/223228
“หากเราไม่พยายามกระทำการใดๆ เพื่อที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าที่ได้กระทำอยู่ในขณะนี้ ก๊าซเรือนกระจกก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของประชากรและเศรษฐกิจ กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือภายในปี 2643 (ค.ศ.2100) อุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกจะสูงขึ้นอีก 3.7 ถึง 4.8 องศาเซลเซียส”
นี่คือ “คำเตือน” จากรายงานของ คณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) ประจำปี 2557(ค.ศ.2014) ซึ่งส่งผ่านไปยังผู้คนในประเทศต่างๆ ให้ตระหนักถึงภัยจาก “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้โลกใบนี้อุณหภูมิสูงขึ้น
และไม่ต้อง “รอ” ถึงอนาคต..เพราะขณะนี้ “ผลกระทบ” เกิดแล้ว!!!
ดร.พิมลรัตน์ เทียนสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา-นิเวศวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” โดยกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาประเด็นภาวะอากาศแปรปรวน ให้น้ำหนักไปที่ “พฤติกรรมของมนุษย์” ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าเป็น “ตัวเร่ง” ปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้สูงขึ้น อาทิ การใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ซึ่งผลกระทบจริงๆ ไม่ได้มีแต่โลกร้อน หรืออุณหภูมิสูงขึ้นเพียงด้านเดียวเท่านั้น
แต่ยังมี “โลกหนาว” หรืออุณหภูมิ “ลดต่ำลงกว่าที่เคยเป็น” ในหลายพื้นที่อีกด้วย!!!
ดร.พิมลรัตน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทย เคยมีการพยากรณ์ไว้ว่า “กรุงเทพฯ อาจจมน้ำ” สืบเนื่องจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นถึงขั้นนั้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ “พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ” เพราะเมื่อน้ำทะเลหนุนสูง เกลือจากทะเลย่อมเข้ามาเจือปนในผืนดินด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ปากแม่น้ำถือว่า “มีความเสี่ยงสูง” เนื่องจากมีประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก
“วิถีชีวิต” ต้องเปลี่ยน..เพราะไม่สามารถ “ดำรงชีพแบบเดิม” อีกต่อไป!!!
“หลักฐานมันชี้ไปที่ก๊าซเรือนกระจกคือตัวการทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่หารือกันเรื่องนี้ เช่น ลดการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกป่าเพิ่ม เพราะต้นไม้เป็นตัวที่คอยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือจัดการอุตสาหกรรมให้คอยตรวจสอบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร คือต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน
ทุกคนรับรู้ว่าสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ เพียงแต่เราไม่ได้ทำอะไรเท่านั้น อาจเพราะไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะช่วยลดปัญหานี้ได้ อยากให้ทุกคนศึกษาหาความรู้ตรงนี้เพิ่มเติมเพราะมันกระทบถึงเราโดยตรงแน่นอน และเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราในการช่วยดูแลธรรมชาติก่อนและคนอื่นก็จะเริ่มทำตามเราเอง เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจาก มช. กล่าว
เช่นเดียวกับเมื่อบ่ายวันที่ 23 มิ.ย. 2559 มีการจัดเสวนาเรื่อง “โลกร้อน,สังคมผู้สูงอายุ,ภาคเกษตรที่สั่นคลอน : ภาคประชาสังคมทำอะไรอยู่?” ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์หลักสี่ กทม. ซึ่ง ศรีสุวรรณ ควรขจร ผู้อำนวยการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ก็เห็นชัดแล้ว
ประเทศไทย “ร้อน” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน!!!
“ผมอายุ 60 แล้ว ก็ไม่เคยเจออากาศที่ร้อนแบบนี้มาก่อน แล้วอุณหภูมิสูงสุดของไทยนี่ทำลายสถิติเท่าที่เคยบันทึกมา แล้วไม่ใช่แค่ร้อน แต่มันแล้งด้วย คือปกติช่วงหมดหน้าหนาวไปจนถึงสงกรานต์มันจะต้องมีฝนสัก 2-3 ครั้ง แล้วมันจะช่วยบรรเทาความแห้งแล้ง ช่วยลดอุณหภูมิได้ ปรากฏว่าปีนี้มันร้อนต่อเนื่อง ไม่มีฝนเลยยาวนานถึง 4 เดือน มันจึงร้อนจริงๆ แบบที่ไม่เคยมีความรู้สึกว่ามันร้อนมากขนาดนี้” ศรีสุวรรณ กล่าว
สอดคล้องกับข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่า เดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงสุดของไทย วัดได้ 44.6 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 28 เม.ย. 2559 ซึ่ง “ทุบสถิติ” อุณหภูมิสูงสุดเท่าที่ประเทศไทยเคยบันทึกมา คือเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2503 ในวันนั้นวัดได้ 44.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยประจำเดือนเมษายน ในปี 2559 วัดได้ที่ 38.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2526 และปี 2535 ที่วัดได้ 37.5 องศาเซลเซียส
“แล้งทั้งแผ่นดิน” ถ้วนหน้าทั่วทุกภูมิภาค!!!
สัญญาณเตือนอีกอย่างหนึ่งที่พบถี่ขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้คือ โรคลมแดด (Heat Stroke) อันเป็นผลมาจาก “คลื่นความร้อน” (Heat Wave) ซึ่งข้อมูลจาก สำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค ระบุว่า ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม “ฤดูร้อน” ของทุกปีเป็นเวลาที่ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศไทยได้รับความร้อนเต็มที่ ทว่าก็มีปัจจัยอื่นที่ช่วย “เพิ่มความร้อน” ทั้งก๊าซเรือนกระจกที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งปีไหนที่มีปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” (El Nino) ปีนั้นความร้อนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
“เด็กเล็ก-คนชรา” ล้วนแต่มี “ความเสี่ยง” เพราะร่างกายไม่แข็งแรง!!!
ผอ.มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อ้างถึงผลการศึกษาของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า 20-30 ปีมานี้ผู้สูงอายุไทยตายด้วยโรคลมแดดเฉลี่ยปีละ 3 คนต่อประชากรแสนคน และคาดว่าอีก 30-40 ปีข้างหน้า อาจจะพุ่งขึ้นไปถึงปีละ 60 คนต่อประชากรแสนคน หรือ “เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า” นอกจากนี้ระยะหลังๆ ก็ยังพบว่า..
“วัยแรงงาน” ที่ทำงาน “กลางแจ้ง” กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหม่เช่นกัน!!!
ไม่เว้นแม้แต่ “เยาวชน” ที่ในอนาคตอาจจะ “ร้อนจนเรียนไม่รู้เรื่อง”!!!
“กลุ่มเปราะบางที่ไม่น่าเชื่อเลยคือวัยแรงงาน แต่เขาต้องทำงานกลางแจ้ง ในไทยมีอยู่เยอะเลย เช่น แรงงานก่อสร้างหรือเกษตรกร คนพวกนี้จะป่วยมากขึ้นเพราะมันร้อนขึ้น แล้วพวกนี้ก็จะแก่เร็ว ประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลง แล้วจะกระทบครอบครัวของเขา แล้วมันร้อนอย่างนี้เด็กก็จะไม่มีสมาธิในการเรียนและโรงเรียนก็คงไม่สามารถติดแอร์ให้เด็กได้ทุกห้องเรียนแน่นอน” ศรีสุวรรณ กล่าวถึงกลุ่มน่าเป็นห่วง
ด้าน วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้แทนจากกลุ่ม Climate Watch Thailand กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้วันพรุ่งนี้ทั้งโลกเลิกทำพฤติกรรมดังกล่าวทั้งหมด มนุษย์ก็ยังคงต้องอยู่ร่วมกับมันไปอีกนานจากมลพิษที่ตกค้าง นี่จึงเป็น “เรื่องใหญ่” ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร วัยไหน หากเป็นประชากรโลกใบนี้ก็ต้องตระหนัก
แต่จะทำให้ “เข้าใจง่าย” สำหรับ “คนทั่วไป” ที่ไม่ใช่นักวิชาการได้อย่างไร?
“ชาวบ้านรู้ว่าธรรมชาติมันมาตอนไหน แต่ตอนนี้มันผิดปกติเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเพิ่มขึ้น เราไม่รู้ว่าก๊าซมันจะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าไร เนื่องจากชาวบ้านอาจจะบอกว่าทุกทีฤดูนี้เกิดขึ้นแบบนี้แหละ คือมันมีฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาลนะ มันมีเรื่องภัยแล้งเพิ่มสูงขึ้นและยาวนานขึ้น อนาคตเราจึงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การสื่อสารจึงสำคัญมาก อาจจะต้องร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ มานั่งจับเข่าคุยกัน” ผู้แทนกลุ่ม Climate Watch Thailand ฝากทิ้งท้าย
