เสียดาย ภูทับเบิก ที่เปลี่ยนไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

หมอเกษตร ทองกวาว

เสียดาย ภูทับเบิก ที่เปลี่ยนไป

การจัดระเบียบพื้นที่ภูทับเบิก เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราวที่สุดข่าวหนึ่งของไทยในรอบปี ภูทับเบิกในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าแม้ว แต่เขาเหล่านั้นพอใจที่จะให้เรียกว่า ม้ง มากกว่า ภูทับเบิก ขึ้นอยู่กับตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ดินแดนเหนือสุดของจังหวัดเพชรบูรณ์

หล่มเก่า เป็นอำเภอเล็กๆ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร เพียง 450 กิโลเมตร แต่กลับมีเอกลักษณ์ในทางภาษาและวัฒนธรรมไม่เหมือนกับหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเกือบทุกประการ ผมเองในฐานะที่เติบโตอยู่ในดินแดนดังกล่าว ได้พบเห็นม้งเดินลงจากดอยมาที่ตลาดหล่มเก่าเป็นกลุ่มเล็กๆ คราวละ 4-5 คน เป็นประจำ มีทั้งบุรุษและสตรี ที่ล้วนแต่งกายอย่างหยดย้อยและสวยงาม ในกลุ่มของสตรีจะนุ่งกระโปรงบาน ถักทอจากผ้าฝ้าย สั้นระดับเข่าพอดี พันหน้าแข้งด้วยผ้าสีดำ เหมือนการแต่งกายของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การเดินเหินจะโยกย้ายส่ายตะโพกมากกว่าคนพื้นราบ อาจเป็นเพราะว่าความเคยชินที่เดิมอยู่บนภูเขาก็ไม่น่าจะผิด ส่วนบุรุษ มีจุดเด่นอยู่ที่เสื้อกั๊ก ทำเป็นเอี๊ยม ประดับด้วยกระดุมเงิน กลม กลวง คล้ายกระดิ่ง ติดเป็นแถวจากอกซ้ายทะแยงลงไปเกือบถึงชายเสื้อ แถมยังแขวนแปรงสีฟันตรามือไว้บนอกเสื้อ เพื่อแสดงว่าฉันก็พัฒนาแล้วนะ รองเท้ายอดนิยมของชาวม้ง เรียกว่า รองเท้ายาง พื้นรองเท้าทำจากยางนอกรถยนต์ที่หมดสภาพแล้ว วัดและตัดให้เข้ากับรูปเท้าของแต่ละคน ส่วนที่หุ้มหลังเท้าและส้นเท้า ทำจากยางในรถยนต์ที่หมดสภาพแล้วเช่นเดียวกัน ตอกยึดติดด้วยตะปู ขนาด 1 นิ้ว จนแน่นหนา ใช้ใส่ขึ้นลงดอยได้เป็นอย่างสบายๆ มีคุณสมบัติทั้งให้ความยืดหยุ่น เกาะพื้นถนนดี การระบายอากาศเยี่ยม เปียกน้ำแล้วนำมาผึ่งสักพักก็แห้ง ที่ตลาดหล่มเก่ามีร้านรองเท้ายางอยู่ 2 ร้าน หากมีวัสดุพร้อม การตัดเย็บแต่ละคู่ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เสียดายที่ทุกวันนี้ไม่มีให้เห็นอีกเลย กู้ดบายรองเท้ายาง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในปี พ.ศ. 2505 เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ประจำปี ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้นัดเพื่อนอีก 2 คน เดินทางไปหมู่บ้านม้งที่ภูทับเบิก ปั่นจักรยานจากบ้านตอนเช้า มีแดดอ่อนๆ บรรยากาศกำลังดี ระยะทางถึงตีนเขา 7 กิโลเมตรเศษ ฝากจักรยานไว้กับผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นเริ่มเดินขึ้นเขาสูงชันตลอดเส้นทาง ที่ม้งใช้เดินขึ้นลงอยู่เป็นประจำ บางช่วงมีที่หยุดพักเหนื่อย ด้วยมีธารน้ำสายเล็กๆ น้ำใสสะอาด มีไว้ให้ดื่มแก้กระหาย และล้างหน้าล้างตา ช่วยลดความเหนื่อยล้าลงได้ บางช่วงมีทางเดินบนสันเขาแคบๆ เดินสวนกันไม่ได้ มองไปทางซ้ายและขวาเป็นเหวลึก โชคดีที่ม้งรักษาต้นไม้สองข้างทางเอาไว้ ช่วยพลางตาไม่ให้เกิดอาการหวาดเสียวเกินไป อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นรั้วกั้นไม่ให้ผู้สัญจรไปมาพลัดตกลงไปยังก้นเหว ด้วยวัยหนุ่มฉกรรจ์ เดินคุยกันไปในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่หมู่บ้านม้ง ที่ภูทับเบิก เมื่อเวลาบ่ายคล้อย แม้จะเป็นกลางเดือนเมษายนก็ตาม แต่ที่นั่นกลับมีอากาศเย็นสบาย เหมือนนั่งอยู่ในห้องแอร์เลยทีเดียว แต่อากาศสดชื่นกว่ากันเป็นไหนๆ พักผ่อนพอหายเหนื่อยก่อนไปพบผู้ใหญ่บ้าน และขออนุญาตเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็เดินทั่วทั้งหมด เสร็จภารกิจเรียบร้อย จึงเดินทางกลับ ขากลับเดินลงมาตามถนนลำลอง ที่กรมพัฒนาชุมชนทำไว้ เส้นทางลัดและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าขาขึ้น ถึงตีนเขาก็เลยเวลา 3 ทุ่มไปแล้ว โชคดีที่คืนนั้นมีพระจันทร์ส่องทางให้ ขอบคุณพระจันทร์ที่เป็นใจ

ม้ง หรือ แม้ว คุณขจัดภัย บุรุษพัฒน์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ทำการวิจัยเรื่องภูมิหลังของเผ่าม้งไว้อย่างน่าติดตาม แม้ว หรือ ม้ง มีถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ หรือแม่น้ำเหลือง มาเป็นเวลาหลายพันปี แต่เกิดความขัดแย้งกับจีนฮั่นอยู่เสมอ จึงถูกจีนฮั่นขับไล่ลงมาทางใต้ ม้งบางส่วนอพยพแยกย้ายกันไป บางส่วนยังปักหลักอยู่ในจีนตอนใต้ อีกส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายมายังเวียดนาม แต่เวียดนามอากาศชื้นเกินไป จึงเข้ามายังลาว บางส่วนอพยพต่อมาจนเข้าสู่ประเทศไทย แยกย้ายกันไปทำมาหากินบนดอยสูง

อากาศเย็นในระดับ 1,000-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของฝิ่นที่เป็นอาชีพสำคัญของม้ง ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พิษณุโลก และทางตอนเหนือของเพชรบูรณ์ ในประเทศไทยมีประชากรม้งในขณะนั้น ประมาณ 50,000 คน

การเลือกทำเลสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย เลือกพื้นที่อยู่ระหว่างขุนเขาสูง 3-4 ลูก ที่มีธารน้ำไหลผ่านมาหล่อเลี้ยงชุมชนของตนอย่างแน่นอน อีกทั้งภูเขายังเป็นปราการป้องกันลมพายุพัดกระหน่ำทำความเสียหายให้เกิดขึ้น และไม่เคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อนในบริเวณใกล้เคียง ต้องมีที่ราบ หรือที่ลาดชันไม่มาก เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและทำการเกษตรอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ม้งมักมีการอพยพย้ายถิ่นในทุกๆ 10-15 ปี สาเหตุพื้นดินที่ใช้ปลูกฝิ่นขาดความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งความเป็นอยู่ของม้งขาดหลักสุขอนามัย ทำให้มีการเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงขึ้น ในที่สุดจำเป็นต้องย้ายถิ่นออกไป

อาชีพสำคัญของม้ง คือการปลูกฝิ่น (อดีต) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวไร่ พืชผัก เช่น ผักกาดขาว และกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ยังมีอาชีพล่าสัตว์และเก็บของป่าไปพร้อมกัน ของกินของใช้ที่ม้งต้องการ มี เกลือทะเล ถ่านไฟฉาย ไม้ขีดไฟ น้ำมันก๊าด เสื้อผ้า และรองเท้า จากสถิติพบว่า สตรีสูงอายุเกือบทุกคนเป็นโรคคอหอยพอก เกลือทะเลที่อุดมไปด้วยธาตุไอโอดีน จึงเป็นที่ต้องการของม้งเป็นอันดับต้นๆ โดยประเพณีของม้งจะคัดเลือกผู้อาวุโสที่มีประวัติที่ดี ให้เป็นผู้นำหมู่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของลูกบ้าน ในระยะหลังเปลี่ยนเป็นการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านจากทางราชการ ม้งเป็นชนเผ่าที่ไม่มีศาสนา จึงนับถือผีมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2505 ต่อเนื่อง พ.ศ. 2506 มีนักศึกษาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เดินทางมาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชาวเขาเผ่าม้งที่บ้านภูทับเบิก โดยเช่าห้องพักอยู่ที่อำเภอหล่มเก่า ใช้รถสีเขียวแบบทหารขึ้นลงเขาอยู่ด้วยตนเอง ผมยังจำได้ว่า นักศึกษาคนนั้นชื่อ มร. เอิร์นเนส เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่น้อยกว่า 6 เดือน จึงเดินทางกลับประเทศ ไม่ทราบแน่ว่า มร. เอิร์นเนส ทำงานให้ ซีไอเอ หรือเปล่า ก็ไม่มีใครตอบได้ อยู่มาไม่นาน คะเนว่าน่าจะ 3-4 ปีต่อมา ม้งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เริ่มก่อหวอด ด้วยการเผาทำลายรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบของทางราชการจนเสียหาย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้าควบคุมสถานการณ์ ในที่สุดจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายม้งทั้งหมดลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เข็กน้อย พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับพิษณุโลกตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านภูทับเบิกได้กลายเป็นพื้นที่หอมหวานของคนท้องถิ่นและต่างถิ่นเข้ามาหาผลประโยชน์อย่างไม่มีขอบเขต

ดินแดนอันมีประวัติศาสตร์น่าบันทึกไว้ ผมเคยปรารภกับผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาแล้ว เมื่อ 30 ปีก่อน ว่า พื้นที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับนำมาพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยพืชเมืองหนาว เป็นแหล่งให้ความรู้กับคนท้องถิ่นและของประเทศโดยรวม แต่แล้วเรื่องก็หายเงียบไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่งฉันใด ขอเรียนท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ช่วยกรุณากันต่อๆ ไปด้วยว่า รัฐควรนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ามากกว่าในอดีตที่ผ่านมาจะดีไหม?

ด้วยความรัก เคารพ

หมอเกษตร ทองกวาว

Leave a comment