ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/265052
การเมือง > ข่าวการเมือง : 14 มี.ค. 2560
กก.เสียงปฏิรูปจัดเวทีสัมมนา”บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” รองปธ.สปท.วอนสื่อเปลี่ยนทัศนคตินำเสนอสิ่งดี เพื่อนำประเทศสู่ความมั่นคง ด้านคนสื่อประสานเสียง
14 มี.ค. — คณะกรรมการโครงการเสียงปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดสัมมนาในหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจของสื่อมวลชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของสื่อมวลชนในยุคของการปฏิรูปประเทศ โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 กล่าวว่า มั่นใจสื่อมวลชนจะมีบทบาทผลักดันและสร้างความเข้าใจต่อการปฏิรูปประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันในกระแสโลกและภูมิภาคอาเซียน เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังเป็นเวทีสะท้อนมุมมองที่หลากหลายในสังคม ทั้งนี้ประเทศไทยเกิดวิกฤตทำให้เกิดการยึดอำนาจซึ่งเป็นครั้งที่ 13 จึงขอให้รัฐประหารครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ดังนั้นปัญหาของประเทศต้องถูกแก้ไข ซึ่งในฐานะที่สปท.เป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ต้องเน้นการสื่อสารเพื่อให้สังคมเข้าใจในการทำงานเพื่อการปฏิรูปให้มากที่สุด ตนจึงอยากให้สื่อมวลชนเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกในมุมดีบ้าง เหรียญยังมีสองด้าน อย่ามองแค่ด้านเดียว อยากให้สื่ออย่าได้นำเสนอแต่มุมมืด ขอให้นำเสนอด้านที่เราได้นำเสนอสิ่งที่ก้าวหน้าบ้าง นี่คือหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องช่วยและทำให้คนทั่วโลกได้เห็นอีกหลายๆ มุมที่ดีในของประเทศ ทั้งด้านศักยภาพของประเทศและการปฏิรูปประเทศ ความคิดเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการปฏิรูป เปลี่ยนความคิดได้ เราก็พลิกประเทศทันที แต่ต้องไม่ใช่ความคิดที่เป็นไปในทางทำลายลบล้าง เราจะพลิกประเทศไปในทางที่ดีโดยอาศัยสื่อเพื่อพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน
พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลาที่คนมองประเทศไทยก็ต้องมองผ่านสื่อ สื่อถือเป็นหน้าต่างของประเทศ ดังนั้นสื่อจึงมีความสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานหน้าที่ของสื่ออาจส่งผลกระทบ แต่ก็อาจจะเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นสื่อก็เป็นหนึ่งสาขาอาชีพหนึ่งที่จะต้องปฏิรูปและปรับตัวเองเหมือนกับทุกภาคส่วน
นายโสภณ องค์การณ์ ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ ASTV กล่าวว่า สื่อมีหน้าที่เสนอความจริง โดยไม่เข้าข้างฝ่ายไหนไม่มีหน้าที่เอาใจใคร หากรัฐบาลไม่ดี คอร์ปชั่น สื่อก็มีหน้าที่ขุดคุ้ยนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ แต่ขณะนี้รัฐบาลมีความพยามออกกฏหมายคุ้มครองสื่อทั้งที่จริงแล้วเป็นกฎหมายในเชิงควบคุม ขอถามว่า สื่อมีภัยอะไรที่ทำให้ต้องออกกฎหมายมาคุ้มครอง สื่อไม่ได้เรียกร้องให้รัฐคุ้มครอง ดังนั้นรัฐบาลที่ดีไม่ต้องกลัวสื่อ สื่อจะอยู่ไม่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ อีกทั้งคนออกกฎหมายก็ไม่ได้จากสื่อมวลชนแต่เป็นคนนอก ซึ่งมันผิดธรรมชาติ
ขณะที่นายมงคล บางประภา เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุใด 30 องค์กรสื่อถึงออกมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.…. ฉบับที่ สปท.พยายามจะผลักดัน เพราะทำท่าจะออกมาผิดทาง ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่ชื่อร่างแล้ว โดยพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า สื่อเรียกชื่อผิดว่า เป็นกฎหมายกดหัวสื่อฯ แต่ไม่ว่าชื่อที่ออกมาจะเป็นชื่ออะไรก็ตาม ก็ต้องมองถึงเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาไม่ใช่การคุ้มครองหรือส่งเสริมเป็นการควบคุม
ดังนั้นคำว่ากดหัวสื่อฯจึงเป็นสิ่งที่สื่อสำนักต่างๆเห็นพ้องกันเองโดยมิได้นัดหมายกันมาล่วงหน้า ที่ผ่านมา การทำงานของสื่อมีการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันสังคมไทย มีการปฏิรูปตัวเองมาโดยตลอด แต่ปัญหาก็คือ สื่อถูกตั้งประเด็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ แต่สังคมต้องเข้าใจหากย้อนกลับไป 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2535 เกิดสื่อในรูปแบบต่างๆทั้งสื่อพลเมือง สื่อวิทยุชุมชน จนถึงสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งสื่อบางสื่อก็ไม่ใช่สื่อโดยตรงแต่เป็นของนายทุน กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ทำให้เกิดสื่อสารการเมือง เกิดการเลือกข้าง ทั้งหมดจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้คนในสังคมสะท้อนออกมาให้สื่อต้องปรับปรุงตนเองอยู่ตลอด
นายมงคล กล่าวว่า ในร่างกฎหมาย กลายเป็นว่า คนทำหน้าที่สื่อต้องจดทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตวิชาชีพ โดยมีโครงสร้างของคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีคนของรัฐระดับปลัดกระทรวงเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย 2 คน และยังมีอำนาจในการให้คุณให้โทษสื่อเป็นรายคนได้ หากวันใดวันหนึ่ง สื่อรายหนึ่งอาจทำหน้าที่ไปวิพากษ์หรือไปตรวจสอบนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีเดียวกับปลัดกระทรวงที่มีกรรมการวิชาชีพสื่อฯ หากปลัดได้รับกดดันแล้วจะทำอย่างไร สื่อที่เป็นสื่อการเมืองคงไม่เดือดร้อน เพราะสามารถแปลงกาย เปลี่ยนชื่อเมื่อถูกปิด แต่ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อจริง ๆ จะทำอย่างไร การตรวจสอบภาครัฐที่มีอำนาจรัฐ และงบประมาณ จะทำได้แค่ไหน จึงอยากให้ช่วยกันคิด
“หากรัฐบาลจะผลักดันต่อไปนั้น อยากให้มองประสบการณ์ในอดีต รัฐบาลประเทศอินโดนีเซีย สมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โตที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จแต่หลังจากผลักดันกฎหมายขึ้นทะเบียนสื่อก็ถูกประชาชนโค่นล้มอำนาจ ประเทศไทยก็มีประสบการณ์ไม่นานนี้ที่ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางเมืองอยากให้ตระหนักว่า กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นกฎหมายควบคุมสื่อสุดติ่งที่ไปพลิกกระแสการเมืองในทำนองเดียวกัน”นายมงคล กล่าว
