ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
04 เมษายน 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488365

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“ผมหยุดแล้วครับ ท่านล่ะเมื่อไหร่จะหยุดสักที อย่ารักชาติ รักสถาบันฯ เพียงแค่คำพูดกันเลยครับ”
จับสัญญาณการเปิดหน้าออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรกในรอบปีหลังจากที่เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบมานาน จะพบว่ารอบนี้มีความสุขุมรอบคอบและดูระมัดระวังตัวมากกว่าทุกครั้ง
ต่างจากหลายครั้งก่อนหน้านี้ ที่มักจะมาในแนวบู๊ ท้าตีท้าต่อย หรือถึงขั้นดับเครื่องชน
ครั้งนี้ทักษิณออกตัวว่า ”ตั้งใจที่จะหยุด โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ รวมทั้งไม่ต้องการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะถูกมอง หรือถูกอ้างว่าไปขัดขวางการทำงานของรัฐบาลทหารมานานมากแล้ว มิใช่เพราะกลัวรัฐบาลทหาร แต่เพราะผมตระหนักดีว่าพี่น้องร่วมชาติเรากำลังลำบาก โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่มีแต่จะย่ำแย่ลงทุกวัน จึงอยากให้รัฐบาลทหารได้ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่”
ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการออกมาขยับรอบนี้ เพราะทั้งทักษิณและเครือข่ายกำลังตกอยู่ในสภาวะยากลำบากท่ามกลางคลื่นลมมรสุมที่รุมเร้าอย่างหนัก
ล่าสุด เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้นำหนังสือประเมินภาษีค่าปรับและเงินเพิ่มรวม 1.7 หมื่นล้านบาท ของทักษิณ ไปติดที่หน้าบ้านพักจันทร์ส่องหล้า หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาไล่บี้อย่างหนักในช่วงใกล้หมดอายุความวันที่ 31 มี.ค.
อีกด้านหนึ่งคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และน้องสาวทักษิณที่ใกล้จะได้ข้อสรุป ทั้งในส่วนของคดีอาญารวมไปถึงกระบวนการเรียกค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท ที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ
ทางฝั่งแกนนำคนเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกนวดมาอย่างต่อเนื่องหลังรัฐประหารจนสะกดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างปัญหากวนใจในช่วงที่ผ่านมาแล้ว
อีกด้านยังเปิดเกมรุกบุกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัย 9 จุด เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของโกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ที่พบสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก หลังยังพบบางส่วนที่ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวใช้ฐานที่ต่างประเทศเดินเกม ติดต่อ สั่งการ เครือข่าย รวมทั้งปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดียกลับมายังประเทศไทย
เชื่อมโยงไปถึงแผนลอบสังหารผู้นำและการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ไปจนถึงเรื่องการเคลื่อนไหวของบรรดาศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ห่วงว่าจะมีการสร้างสถานการณ์จนนำไปสู่ความรุนแรง
ส่วนมือไม้คนทำงานใกล้ชิดอย่าง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ สุดท้ายก็ถูกสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ถอดถอนไปด้วยมติ 231 ต่อ 4 เสียง และเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี
ถอดรหัสจากถ้อยคำที่ทักษิณ ระบุว่า “ไม่เพียงแต่ตัวผมคนเดียว ครอบครัวของผมก็ตกเป็นเหยื่อของการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี และถูกกระทำมาโดยตลอด ล่าสุดคือเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งหากมีการกระทำผิดจริงแล้ว รัฐบาลที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร 2-3 รัฐบาลที่ผ่านมา ย่อมต้องเอาผิดผมไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยไว้จนกระทั่งหมดอายุความ จึงค่อยใช้อภินิหารทางกฎหมายมาเล่นงานผมแบบนี้”
ยังคงตอกย้ำเรื่องปมเป็นฝ่ายถูกกระทำกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะกับปมเรื่องเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท
ทว่าด้วยหลายปัจจัยทั้งคดีที่ติดตัวจนต้องหลบหนีไปเคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ หรืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมไปถึงแนวร่วมที่อ่อนกำลังไปเรื่อยๆ ในช่วงหลัง ล้วนแต่ทำให้การเคลื่อนไหวแบบท้าตีท้าต่อยเช่นเดิมย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ที่มีแต่จะเสียเปรียบและเป็นชนวนให้ถูกเล่นงานกลับได้ง่ายขึ้น
การสงบปากสงบคำเก็บเนื้อเก็บตัวจึงเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่ยังเหลืออยู่ แม้สุดท้ายก็ทำได้ไม่นาน แต่นั่นก็ทำให้รูปแบบการเคลื่อนไหวครั้งหลังเปลี่ยนแปลงมาเน้นเรื่องถูกกลั่นแกล้ง เรียกคะแนนสงสาร มากกว่ามุ่งเน้นการตอบโต้แบบรุนแรง
สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือการถล่มการปฏิวัติรัฐประหาร ย้ำจุดอ่อนเรื่องการทุจริตที่ประชาชนไม่มีโอกาสตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล
แม้จะไม่เชื่อในกระบวรนการปรองดอง หรือความพยายามสลายความขัดแย้งในสังคมที่กำลังเดินหน้าไป แต่หากไปขวางหรือไม่ร่วมมือย่อมมีแต่จะเสียหาย และกลายเป็นจำเลยของความล้มเหลวแบบไม่รู้ตัว
“สำหรับกระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ผมขอให้ทุกฝ่ายโปรดตัดผมออกจากสมการไปได้เลยครับ ผมไม่ต้องการให้ใครมาเสนออะไรเพื่อช่วยตัวผม และในทางกลับกันผู้มีอำนาจก็ไม่ควรใช้อภินิหารและกระทำทุกวิถีทางเพื่อขจัดผมเพียงคนเดียว โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม และต้องไม่เลี้ยงไข้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อ เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ดังเช่นที่หลายๆ คนรู้สึกได้อยู่ทุกวันนี้”
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทักษิณพยายามอธิบายและพาตัวเองออกไปจากสมการความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในสังคม
ที่สำคัญยังเน้นย้ำเรื่องความจงรักภักดี “ขอรับใช้ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ผมรักนับถือ เคารพ และเทิดทูนไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ว่าผมจะอยู่ ณ หนใดบนพื้นพิภพนี้”
ถอดรหัสจากสารที่ส่งออกมารอบนี้ จึงสะท้อนให้เห็นยุทธวิธีการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางสถานการณ์การเมือง และบริบทแวดล้อมที่แตกต่างจากในอดีต จนไม่อาจเคลื่อนไหวในรูปแบบเดิม แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่แตกต่างกัน