ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/268738
การเมือง > ข่าวการเมือง : 31 มี.ค. 2560
“วิลาศ” ชี้ 4 ประเด็น ปมครม.ยืดสัญญารถไฟฟ้าน้ำเงิน 20 ปี ส่อเอื้อเอกชนรายเดิม วอน “บิ๊กตู่” ทบทวนเพื่อรักษา ผลประโยชน์ของชาติ
31 มี.ค.60 – นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ครม.มีมติเห็นชอบผลการเจรจาผู้เดินรถไฟฟ้ารายเดิม คือบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สายเฉลิมรัชมงคล) และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายฉลองรัชธรรม) โดยให้ดำเนินการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายด้วยเพื่อให้เกิดการต่อเนื่อง เมื่อวันอังคารที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ในวันนี้ (31 มี.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาสัมปทานโครงการดังกล่าวแล้ว แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ 1.เหตุใดต้องรีบร้อนลงนามหลังจากที่ ครม.มีมติเพียงแค่สามวัน อีกทั้งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาเพื่อให้ประชาชนที่ตรวจสอบมีโอกาสได้แสดงความเห็น เนื่องจากเป็นการลงนามในสัญญากับรายเดิมไม่มีการประกวดราคาใหม่ 2.ในกรณีที่ลงนามกับรายเดิมโดยใช้วิธีการเจรจาตกลง แทนที่จะใช้วิธีการประกวดราคาตามปกติ ซึ่งทำให้รัฐขาดรายได้ไปไม่น้อยกว่า 10 %
นายวิลาศ กล่าวต่อไปว่า 3.โครงการนี้ในช่วงเริ่มต้นได้มีการวางแผนว่าจะใช้วิธีประกวดราคา โดย ครม.มีมติเมื่อเดือนพ.ค. 51 ว่าให้ประกวดราคามีการสร้างอู่ซ่อมรถรองรับที่บางหว้า มีการเวนคืนที่ดินชาวบ้านประมาณ 100 ไร่ ใช้งบประมาณเกือบ 5 พันล้าน ซึ่งในปัจจุบันก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อรัฐบาลตัดสินใจให้รายเดิมดำเนินการก็จะทำให้อู่ซ่อมรถที่บางหว้าไม่ได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีอู่ซ่อมรถอยู่แล้ว แต่จะใช้เป็นที่จอดพักรถซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และไม่คุ้มค่า 4.รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลสัญญาซึ่งบริษัทรายเดียวกันนี้ดำเนินการอยู่จะหมดในปี 2572 ทำให้ทุกอย่างจะต้องกลับมาเป็นของ รฟม. แต่เมื่อครม.ใช้วิธีเจรจาตกลงแล้วนำโครงการสายเฉลิมรัชมงคลมารวมกับส่วนต่อขยาย ส่งผลให้ทรัพย์สินที่ควรจะตกเป็นของรัฐแล้ว กลับอยู่ในสัญญาใหม่เหมือนเพิ่งเริ่มก่อสร้างเสร็จ โดยในสัญญารัฐจะได้ส่วนแบ่งก็ต่อเมื่อบริษัทมีผลตอบแทนเกิน 9.75 %
“การทำสัญญาโดยไม่แยกส่วนเช่นนี้ย่อมทำให้รัฐเสียประโยชน์ ทั้งที่ควรแยกสายเฉลิมรัชมงคลออกมา เนื่องจากจะหมดสัญญาก่อนในปี 2572 แต่ในส่วนต่อขยายจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2592 ซึ่งในคำสั่ง คสช.ระบุว่าให้มีการเจรจาตกลงเพื่อให้สัญญาสิ้นสุดพร้อมกัน จึงควรเจรจาแยกสัญญาเพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดแทนที่จะทำแบบเหมารวม เพราะสายเฉลิมรัชมงคลซึ่งเปิดใช้ปี 2547 กว่าที่รัฐจะได้ประโยชน์ตอบแทนครั้งแรกก็ในปี 2559 คือผ่านไป 12 ปี รัฐได้ผลตอบแทนเพียง 1 % เท่านั้นโดยเมื่อคำนวณจนถึงปี 2572 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสัญญา รัฐจะได้ประโยชน์ตอบแทนอยู่ที่ 15 % ของรายได้ แต่หลังสิ้นสุดสัญญารัฐย่อมได้ผลประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของรัฐแล้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใด ครม. จึงไม่คิดแยกส่วนแต่กลับเปิดทางให้เอกชนกินรวบ ผมไม่แน่ใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ ทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่ทราบตอนนี้ก็น่าจะรู้แล้ว ควรจะทบทวนเรื่องนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ” นายวิลาศ กล่าว
นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า จากกรณีที่นายอาคม เติมพิทยาไพศิษฐ์ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า การให้บริการเดินรถทั้งสองสายในลักษณะเชื่อมต่อกันได้จะทำให้รถไฟฟ้ามหานครสายสีม่วงมีสถานีเพิ่มขึ้นจากเดิม 18 สถานี เป็น 19 สถานี โดยมีผู้ให้บริการเดินรถเป็นรายเดียวกัน ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการบริการและการดูแลความปลอดภัยที่สามารถบริหารจัดการได้จากผู้ให้บริการเดินรถรายเดียวนั้น ถือว่าฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าคิดแบบนี้ต่อไปก็ต้องให้บริษัทเอกชนรายเดียวเป็นผู้ให้บริการทั้งหมดจึงจะเกิดความสะดวกกับประชาชน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วรัฐควรทำให้เกิดการแข่งขันประโยชน์สูงสุดจึงจะตกเป็นของประชาชน ไม่ใช่ไปตกกับเอกชนรายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้ตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงื่อนไขในสัญญาซึ่งทราบมาว่ามีความพยายามปกปิดอย่างผิดปกติ เพื่อตรวจสอบและนำความจริงมาบอกกับประชาชนต่อไป.
