ถึงคิว”วิษณุ” !! “เรืองไกร”จี้สอบเงินงอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/269240

“เรืองไกร”จี้”วิษณุ”เปิดประวัติเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ขู่ยื่น”สรรพากร”เจ้าตัว”ยันเสียภาษีถูกต้องแจงทรัพย์สินงอกส่วนใหญ่จากอสังหาฯไม่หวั่นโดนสอบมีหลักฐานชี้แจง

           3 เม.ย.  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายวิษณุ เปิดเผยประวัติการเสียภาษีในช่วงระหว่างปี 2548 – 2557 หลังจากพบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 87.5 ล้านบาท ว่า ตนไม่ขอชี้แจงกับคนทั่วไป เอาเป็นว่าเรื่องนี้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งยชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งต้องแนบใบเสียภาษีเงินได้ หากมีข้อสงสัยอะไร หน่วยงานของรัฐที่ต้องตรวจสอบก็มีอยู่แล้ว ทั้งกรมสรรพากรหรือป.ป.ช. ถ้าหน่วยงานเหล่านี้มีข้อสงสัยก็ยินดีชี้แจงทุกประการ เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตนก็มีเรียบร้อย ความจริงตนเคยยื่นเอกสารหลักฐานไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่มีปัญหา

เวลานี้นายเรืองไกร ไม่ได้มาตั้งข้อหาว่าตนทุจริต เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงมีทรัพย์สินเพิ่ม แต่การที่ทรัพย์สินของตนเพิ่ม ไม่ใช่เป็นการสังเกตจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินขาเข้าตอนรับตำแหน่ง และยื่นตอนขาออกในตำแหน่งเดียวกัน แต่เป็นการตรวจบัญชีทรัพย์สินขาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548 แล้วทิ้งช่วงไป 9 ปีระหว่างนั้น ตนก็ทำมาหากิน จากนั้นเมื่อกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ อีกในรัฐบาลนี้ก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินอีกว่ามีเงินได้และทรัพย์สินที่งอกเงยขึ้นมาได้อย่างไรภายใน 9 ปีนั้น จำนวน 87 ล้านบาท ตรงนี้ไม่มีปัญหา เพราะมีหลักฐานแสดง

“ถ้าทรัพย์สินเหล่านั้นมางอกเงยตอนกำลังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เช่น ตอนเข้ามามี 100 ล้านบาท และตอนออกไปมี 200 ล้านบาท อย่างนั้นจะผิดปกติ แต่นี่มันทิ้งช่วงไป แล้วก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอะไร ผมก็ไปทำมาหากิน ไปเป็นกรรมการบริษัท แล้วก็มีทรัพย์สินงอกเงยขึ้นมาจริง ๆ แต่เพิ่มมากี่ล้านผมจำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ไม่ใช่เรื่องของรายได้ หรือเงินสดที่มากองอยู่” นายวิษณุ กล่าว

กรณีของตน เหมือนกับกรณี 60 นักการเมืองที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า เสียภาษีไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ได้ไปชี้แจงกับกรมสรรพากรจนเข้าใจว่าไม่พบความผิดปกติใดๆ และปล่อยหลุดไปเกือบหมดแล้ว แต่มีบางส่วนที่ยังไม่มาชี้แจงกับกรมสรรพากร ทั้งนี้ ตนก็อยู่ในข่ายนั้น บางทีการได้ทรัพย์สินมาระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นมรดกหรืออะไรก็ตาม ถ้าสงสัยว่าได้มาโดยนิติกรรมอำพราง ก็สามารถตรวจสอบได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

ต่อข้อถามที่ว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น เสียภาษีถูกต้องใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะถ้างอกเงยจากเงินได้ ต้องเสียภาษี แต่ถ้างอกเงยจากที่ดินที่ได้รับมาจากการให้ มันมีทั้งประเภทต้องเสียภาษีและไม่เสียภาษี ทั้งนี้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งของตนที่งอกเงยขึ้นมา คือเงินที่ลงทุนใน LTF และ RMF ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ถือว่ามาก แต่ที่เพิ่มขึ้นมา 70-80 ล้านบาท เป็นอสังหาริมทรัพย์เสียส่วนใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่า จากนี้จะถูกขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ มากขึ้น นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร รวมถึงการที่ตนส่งลูกไปเรียนหนังสือต่างประเทศ อย่าว่าแต่ตนเลย ใครๆ ก็ส่งลูกไปเรียนกันทั้งนั้น ก็ไม่ได้ปกปิดหรือปิดบังอะไร

ส่วนจะเป็นประเด็นทางการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามจ้องเอาคืนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ขอตอบอะไร แต่วิญญูชนย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง เลยไม่ตื่นเต้นอะไร

“เรืองไกร”จี้”วิษณุ”เปิดประวัติเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ขู่ ยื่น”สรรพากร”เช็กบิล ย้ำต้องตรวจสอบได้ทุกคน 

ทั้งนี้ก่อนหน้านีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2548-2557และค่าใช้จ่ายที่ส่งบุตรไปศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าจำนวนเงินที่ส่งบุตรไปเรียนรวมทั้งสิ้นเท่าใด มีที่มาจากแหล่งใด เพื่อดูว่าทรัพย์สินทั้งหมดได้เสียภาษีครบถ้วนหรือไม่  เนื่องจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินของนายวิษณุ ในสมัยดำรงตำแหน่งรองนายกฯเมื่อปี 2548 จนถึงปัจจุบันมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 87.5ล้านบาท เฉลี่ยต่อปี 9.7 ล้านบาท แต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุดของนายวิษณุและภรรยามีทรัพย์สินเพิ่มเพียง 3 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกันจึงต้องขอให้เปิดเผยเพื่อทำการตรวจสอบ

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า  ถ้านายวิษณุไม่มีการเปิดรายละเอียดดังกล่าว ตนจะเดินทางไปยื่นกรมสรรพากรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนการยื่นให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์ของนายวิษณุมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปหรือไม่นั้น ตนยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะที่ผ่านมาประเด็นหุ้นชินฯถูกมองเป็นประเด็นทางการเมือง ตนจึงอยากให้กรณีนายวิษณุ เป็นประเด็นทางกฎหมายสามารถตรวจสอบได้ทุกคน ทุกรัฐบาล และตรวจสอบให้เหมือนกัน ไม่ใช่เลือกตรวจสอบฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น

Leave a comment