จับคู่ผู้ซื้อผู้ขายกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922140


กรมธนารักษ์ลุ้นขอขึ้นค่าเช่า ชี้คนตามฝันสู่เกษตรกรมือใหม่

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเป็นตัวกลาง หรือตัวเชื่อมระหว่างผู้ที่ต้องขายกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุกับผู้ที่ต้องการซื้อกรรมสิทธิ์ เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการเช่าที่ราชพัสดุ แต่กรมไม่สามารถจัดสรรที่ราชพัสดุให้แก่ประชาชนหน้าใหม่ที่ต้องการเช่าที่ดินราชพัสดุได้ เนื่องจากที่ราชพัสดุ 12.5 ล้านไร่ ที่ดูแลอยู่ทั้งประเทศเกือบทั้งหมดมีกรรมสิทธิ์ในการเช่าอยู่แล้ว แต่มีบางแปลงที่เป็นการบุกรุก ที่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

“ปัจจุบันราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้เกษตรกรหน้าใหม่ หรือคนที่มีความต้องการลงทุนทางด้านการเกษตร แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองไม่กล้าลงทุนซื้อที่ดินราคาแพง เพราะเกรงว่าจะขาดทุน จึงติดต่อมาที่กรมเพื่อขอเช่าที่ราชพัสดุ บางรายเสนออัตราค่าเช่าที่สูงกว่าปกติถึง 100-200% แต่ก็ไม่มีที่ราชพัสดุให้เช่าอีกแล้ว”

ขณะเดียวกัน ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุ ล่าสุด ธนารักษ์จังหวัดต่างๆได้รายงานว่า มีการขอเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์โดยขายกรรมสิทธิ์ เหมือนกับซื้อขายทั่วไป แต่ประเด็นคือ คนที่ซื้อคือคนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่มีการแข่งขันและขายในราคาถูก ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ไม่รับทราบข้อมูล กรมจึงจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อกรรมสิทธิ์ เหมือนกับเป็นตลาดนัดซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยมีเงื่อนไขคือผู้ที่ให้ราคาประมูลเช่าพื้นที่ที่จะนำออกมาประมูล ในราคาสูงสุดคือ ผู้ชนะในการเช่ากรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ

“ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการซื้อขายกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุคือ การปรับเพิ่มค่าเช่า ซึ่งปัจจุบันค่าเช่าเพื่อทำการเกษตรปีละ 100-150 บาทต่อไร่ และการมีผู้เช่าหน้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อนเลยมาเช่าที่ราชพัสดุ แสดงให้เห็นว่าผู้เช่ารายใหม่มีความต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรและมีเงินทุนในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่กรมสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ จากปัจจุบันไร่ละ 100-150 บาทต่อปี ก็เพิ่ม ขึ้นเป็น 500-1,000 บาทต่อปี และ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-มี.ค.2560) กรมสามารถจัดเก็บรายได้รวม 4,730 ล้านบาท”.

 

Leave a comment