ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/926214

“สมคิด” ดึงฮ่องกงร่วมปั้นเส้นทางสายไหม
“สมคิด” สานสัมพันธ์ผู้บริหารฮ่องกงชักชวนเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หวังผนึก 2 ฮับเชื่อมเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ฝันปั้นยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม ขณะที่งานสัมมนาชวนนักลงทุนฮ่องกงลงทุนไทยห้องแทบปริ “สุวิทย์” ให้ความมั่นใจเปลี่ยนรัฐบาล แต่ระเบียงเศรษฐกิจ “อีอีซี” ยังอยู่เพราะมีกฎหมายรองรับ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างนำคณะเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและได้เข้าพบหารือกับนายซี วาย เลิง ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง และรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน และนางแคร์รี แลม ว่าที่ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงที่ได้รับการเลือกตั้งคนใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ก.ค.นี้ว่า ไทยถือเป็นประเทศแรกที่ได้หารือกับว่าที่ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งมองว่าฮ่องกงนั้นไม่ใช่แค่เป็นประตูการค้าสู่จีนอย่างเดียว แต่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางหรือ “ฮับ” ที่จีนใช้เป็นหัวหอกสำคัญในยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมหรือ “วันเบลท์ วันโรด” ที่จะผลักดันนักลงทุนจีนไปสู่จุดสำคัญต่างๆทั่วโลก ขณะที่ไทยเป็นฮับสำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี คือกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย
ทั้งนี้ การหารือกับผู้บริหารสูงสุดและว่าที่ผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ของฮ่องกงในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของไทย และผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงก็ให้ความสำคัญกับการหารือครั้งนี้โดยให้รัฐมนตรีด้านการค้า เศรษฐกิจ ไอที และดิจิทัลเข้าร่วมหารือด้วย ซึ่งต่างมีความเห็นตรงกันที่จะสานความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและฮ่องกงในอนาคต เป็นการเชื่อม 2 ฮับที่มีความสำคัญที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจของอาเซียนกับจีน
นายสมคิดกล่าวว่า ระหว่างที่หารือกันนายซี วาย เลิง ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำจูเจียง หรือพีพีอาร์ดี (Pan Pearl River Delta) ประกอบด้วย 9 มณฑลและ 2 เขตบริหารพิเศษคือฮ่องกงและมาเก๊าครอบคลุมพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของประเทศจีนทางตอนใต้ ซึ่งแผนดังกล่าวตรงกับแนวคิดที่ตนเคยนำเสนอเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เป็นไปตามหลักการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคกับภูมิภาค คือระหว่างพีพีอาร์ดีกับ 11 ประเทศในอาเซียน โดยมีหัวใจของการเชื่อมโยงคือไทยกับฮ่องกง และจะมีการผลักดันให้เกิดความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฮ่องกงกับอาเซียนด้วยในอนาคตและได้ฝากให้นายซี วาย เลิง ช่วยผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนด้วย
ส่วนการหารือกับนางแคร์รี แลม ว่าที่ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการใน 2 เดือนข้างหน้านั้น ได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงนโยบายสำคัญของไทยที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป จึงต้องการให้ฮ่องกงมามีส่วนในการปฏิรูปของไทยด้วยการเชื่อมยุทธศาสตร์ของฮ่องกงและไทย โดยเสนอให้ฮ่องกงจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงขึ้นที่ประเทศไทย เพื่อให้ทางฮ่องกงรับทราบข้อมูลและแนวทางความร่วมมือด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้นระหว่างกันชัดเจนยิ่งขึ้น
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า นายสมคิดได้หารือกับนายฟู่ ยู่หนิง ประธานบริษัท ไชน่า รีซอสเซส โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และแก๊ส โดยได้ชักชวนให้มาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย เพื่อให้เป็นฐานกระจายการลงทุนด้านต่างๆ ซึ่งทางบริษัท ไชน่า รีซอสเซส ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในกิจการโรงพยาบาลด้วย โดยจะร่วมทุนกับคนไทย เนื่องจากเห็นว่าในฮ่องกงมีค่ารักษาพยาบาลแพงมาก นอกจากนี้ ยังสนใจที่จะลงทุนในกิจการบ้านพักคนชรา และธุรกิจปูนซิเมนต์ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมาเยือนฮ่องกงครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้จัดงานสัมมนาและการชี้แจงนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้กับนักลงทุนฮ่องกงด้วย โดยมีนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำเข้าฟังกว่า 100 คน โดยมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ให้ข้อมูลเรื่องอีอีซี และนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ให้ข้อมูลเรื่องโครงการพัฒนาดิจิทัล พาร์คและการสร้างเมืองนวัตกรรม (อีอีซีไอ) ขณะที่นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ ให้ข้อมูลเรื่องสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ นายสุวิทย์ได้กล่าวสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนฮ่องกงว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและมั่นคงมากขึ้น โดยปีนี้จีดีพีไทยจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3.5-4% พร้อมสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนด้วยว่า ในส่วนโครงการอีอีซีนั้น แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่มีการล้มเลิก เพราะมีกฎหมายมารองรับ.