ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/274471
การเมือง > ข่าวการเมือง : 1 พ.ค.2560
“เลขาฯภตช.”ชี้” บิ๊กตู่” ซื้อ”เรือดำน้ำ”เฉียบแหลมมองการไกลแต่ควรมี 6 ลำ เพื่อปกป้อง อาณาเขต ธุรกิจ ดุลการค้ากว่า 4,800 ก.ม.ติงพวกค้านมองอดีตฝรั่งเศสปิดอ่าวไทย
เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2560 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) เปิดเผยกับ”เวบไซด์ คมชัดลึก”ว่า ที่ผ่านมา กองทัพไทย ภายใต้การบริหารของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตย รอบทั้งราชอาณาจักรกว่า 4,800 กิโลเมตร(ก.ม.) กำลังพร้อมรบในแนวหน้ากว่า 306,000 นาย อันดับความเข้มแข็งกองทัพเป็นอันดับ 16 ของโลก อันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซี่ยน เป็นรองแค่ อินโดนีเซีย
นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
” ต่อมาทางรัฐบาลได้มีการตัดสินใจ อนุมัติซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ(ทยอยอนุมัติ) นั้นเป็นสิ่งที่ตัดสินใจถูกต้อง เฉียบแหลม มองการไกล และ ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องเสริมศักยภาพทุกๆด้านของกองทัพไทย ให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เฉพาะการปกป้องอาณาเขตตามแนวชายแดน น่านฟ้า หรือ น่านน้ำทางทะเล อย่างเดี่ยวเท่านั้น แต่ยังต้องปกป้องธุรกิจของคนไทย ที่เราไปทำในต่างแดน หรือ ต่างชาติเข้ามาลงทุนต่างๆในประเทศไทย การได้เปรียบดุลการค้า เพื่อเป็นความเกรงใจทางการเมืองระหว่างประเทศ การค้า การลงทุน ที่จะไม่ให้ต่างประเทศมาเอาลัดเอาเปรียบประเทศของเราและธุรกิจคนของประเทศเรา“เลขาธิการ ภตช. กล่าว
นายมงคลกิตติ์ กล่าวอีกว่า อยากให้คนไทยคิดถึงย้อนดูประวัติศาสตร์ สมัยในรัชกาลที่ 5 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบโคเมต์ กับ เรือรบลังกองสตอง เข้ามาในน่านน้ำไทย สมทบกับเรือลูตัง ซึ่งเข้ามาจอดอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสตั้งแต่ พ.ศ.2435 ทั้งนี้ก็เพราะฝรั่งเศสมีเจตนาจะยึดครองดินแดนไทยให้ได้ เมื่อเรือทั้ง 2 ลำของฝรั่งเศสเข้ามาถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า เรืออรรคเรศของไทยจึงยิงเรือรบฝรั่งเศส เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไทย ขณะนั้นฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจและประสงค์จะยึดครองไทยเป็นอาณานิคม เหมือนดังที่ยึดครองดินแดนประเทศต่างๆในอินโดจีนไว้หมดแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงดำเนินนโยบาย เสียน้อยเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ มีการเจรจาตกลงกันระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
นายมงคลกิตติ์ ย้อยอดีตประวัติศาสตร์ไทยอีกว่า ในที่สุดไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส โดยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส จำนวน เงิน 3 ล้านบาท (แบ่งเป็นเงินของ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 จำนวน 2.4 ล้านบาทหรือ 3 หมื่นชั่ง และ เจ้านายชั้นสูงที่เก็บสะสมไว้ใต้ถุนวังอีก 6 แสนบาทหรือ 7,500 ชั่ง )โดยใช้เงินถุงแดงที่เก็บไว้ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 2-4 ซึ่งเป็นเงินส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 3 ที่แต่งเรือสำเภาไปค้าขายมาได้ตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 2 มาจ่ายเงินเป็นค่าไถ่ประเทศไทยส่วนใหญ่คืนโดยไม่เสียเอกราช แต่ไทยต้องสละสิทธิในดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน ซึ่งยึดไว้เป็นเวลานานถึง 10 ปี
“เหตุการณ์นี้คนไทยทุกคนควรสำนึกบุญคุณในล้นเกล้า รัชกาลที่ 2-5 ที่เก็บเงินส่วนพระองค์ไว้ในช่วงนั้น ทำให้ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ตัดสินใจเสียสละเงินส่วนพระมหากษัตริย์ และ เงินจากเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ในการไถ่ดินแดนส่วนใหญ่ในคราวนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของบรมราชวงศ์จักรีที่ทำให้คนไทย กว่า 67 ล้านคน มีแผ่นดินไทยได้อยู่อาศัยจนตราบทุกวันนี้” เลขาธิการ ภตช. กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
เลขาธิการ ภตช. กล่าวด้วยว่า ก็อยากเรียกร้องถึงกลุ่มบุคคลที่มาคัดค้านการซื้อเรือดำน้ำ ควรกลับไปคิดใหม่ อย่าคิดตื้นๆ อย่าคิดวิจารณ์เอามัน หรือ มาเล่นการเมืองกันเอง นี่เป็นเรื่องความปลอดภัยของคนในชาติ ความสงบสุขของครอบครัวของคนไทยของเรานั้น ควรตระหนักถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ที่สอนเราต้องรู้จักป้องกันก่อนเหตุเกิด เราคงไม่อยากให้ประเทศใดในโลก ส่งเรือดำน้ำของเขามาปิดปากอ่าวประเทศไทยแล้วหันตอปิโด หรือ ขีปนาวุธ มายังสถานที่สำคัญๆในประเทศไทย แล้วทำให้เราต้องเสียเปรียบเชิง ธุรกิจ การค้า หรือ เสียดินแดน หรือ มาบังคับให้ประเทศของเราเป็นศัตรูหรือร่วมทำสงครามกับฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ มัดมือชกเราจนทำให้ประเทศเราต้องหลังพิงฝาต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ทำให้ตกสภาวะจำยอม ต้องคิดให้หนัก
“เรื่องการตรวจสอบนั้นเราไม่ว่า แต่ต้องเป็นการภายใน สเป็คเป็นอย่างไร ราคาสมเหตุผลไหม รัฐบาลคงบอกได้แต่ต้องไม่ใช่เปิดเผยสาธารณะ สามารถบอกได้เท่าที่จำเป็น เพราะเป็นเรื่องความลับ ในการทหารระหว่างประเทศที่เขาจะไม่บอกกัน ในส่วนตัวมอง ว่าประเทศเราควรจะมีเรือดำน้ำสัก 6 ลำ ไม่ใช่แค่ 3 ลำ อาณาเขตทางทะเลเราเยอะ ไม่ให้แพ้ สิงค์โปร เวียดนาม กัมพูชา”เลขาธิการภตช. กล่าว
เลขาธิการ ภตช. กล่าวด้วยว่า อีกอย่างท่าจะให้ดี ประเทศไทยของเราควรตั้งงบปี 2561 หาซื้อ จรวดขีปนาวุธ TOMAHAWK โทมาฮอว์ค สัก 300 ลูกเก็บไว้ ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง ยิงไกล 1-3.5 พันกิโลเมตร ไว้สัก 5 ลูก ที่เรามีอยู่แค่ยิงได้ไกล 30-50 กิโลเมตรเอง แบบปัจจุบันมันน้อยไป ชาติอื่นไม่เกรงใจ พร้อมจะส่งทูตมาขู่ตลอดเวลา ไม่สามารถป้องกันปกป้องธุรกิจ ดุลการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น ถ้ามี การเจรจาจะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จะมีสูง คนไทยโดยรวมจะได้ประโยชน์ในหลายๆด้าน


