ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935662

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กนกวลี พจนปกรณ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาเรื่อง การเปลี่ยนโฉมหน้านักเขียนไทย ในยุค 4.0 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางนักเขียน ศิลปินแห่งชาติ และผู้สนใจเข้าร่วมงานคับคั่ง กนกวลีเกริ่นเปิดงานว่า เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องหมุนตัวตามโลก เราผ่าน 1.0 ถึง 3.0 มาแล้ว บัดนี้เคลื่อนเข้ายุค 4.0 เข้าสู่สังคมดิจิทัล แต่เอาเข้าจริงประเทศไทย 4.0 นี้ เราต้องพัฒนาคนหรือไม่ เพราะคนเกี่ยวข้องกับสังคมโดยตรง แล้วการอ่านการเขียนจำเป็นไหม ในการพัฒนาคน
นับเป็นการทิ้งคำถามให้ขบคิด ก่อนเข้าบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ ก่อนจะฟังทรรศนะนักเขียนแต่ละนาม คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประเทศไทย 4.0 นั้น แท้จริงรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เริ่มจาก Thailand 1.0 ก็คือยุคของเกษตรกรรม คนไทยปลูกข้าว พืชสวน พืชไร่ เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ นำผลผลิตไปขายสร้างรายได้
ยุคนี้เริ่มต้นปี พ.ศ.2504 ที่ “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” ให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์ในแต่ละครัวเรือน แต่การสั่งการของราชการนั้น ออกจะไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ก่อน ทำให้เกิดเพลงล้อเลียน และฝากฝังอยู่ในความทรงจำผู้คนมาตราบจนปัจจุบัน
ต่อมา Thailand 2.0 ซึ่งก็คือยุคอุตสาหกรรมเบา ในยุคนี้ เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วย เราผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องดื่ม เครื่องเขียน เครื่องประดับ เป็นต้น ประเทศเริ่มมีศักยภาพมากขึ้น Thailand 3.0 เป็นยุคอุตสาหกรรมหนัก เราผลิตและขายส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเน้นการส่งออก
ล่าสุดเรากำลังโบกมือลาประเทศไทย 3.0 ก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 นี่นับเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม วาดฝันให้ประเทศไทยกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง
แต่นั่นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ แล้วทางด้านการศึกษา การพัฒนาความรู้ของคนจะเป็นอย่างไร อาจารย์สกุล บุณยทัต ผู้ดำเนินการอภิปราย บอกว่า รัฐบาลไม่เคยพูดถึงพลังด้านในของมนุษย์ ไม่เคยพูดถึงการเขียนการอ่านเลย อย่างการเปิดห้องสมุดราคามหาศาล แต่ยังขอบริจาคหนังสือจากสำนักพิมพ์และนักเขียนอยู่ แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
นักเขียนคลื่นลูกใหม่ “ปราปต์” บอกว่า ไทยแลนด์ 4.0 เอาเข้าจริงเหมือนเราถูกบังคับ เมื่อมองเข้าไปในสถาบันการศึกษา การสอบเรายังกากบาทอยู่ อย่างนี้มันก็ยากที่จะให้เด็กก้าวออกไปได้ ไทยเรายังติดกับดักอยู่ และเรามีการแบ่งคนออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.ระดับหัวกะทิมี 20 เปอร์เซ็นต์ และ 2.ระดับธรรมดามี 80 เปอร์เซ็นต์ และมีคนบอกว่าอีก 80 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นตัวถ่วง
“นี่เป็นวิสัยทัศน์ของคนที่คิดเรื่อง 4.0 ขึ้นมา แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะเอาคน 20 เปอร์เซ็นต์มาลากคน 80 เปอร์เซ็นต์”
และบอกว่า เอาเข้าจริงน้อยคนที่จะรู้ว่า 4.0 คืออะไร คงจะเหมือน เออีซีที่เราก้าวเข้าไปแล้ว แต่ไม่มีอะไรเลย “เราไม่ทำให้เด็กคิดว่า จะไปให้ถึงได้อย่างไร และอะไรคือนวัตกรรม”
กวีรางวัลซีไรต์ปี 2559 พลัง เพียงพิรุฬห์ เริ่มจากข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลถึงเอาตัวเลขมานิยามยุคสมัย ในปัจจุบันเห็นข่าวนักลงทุนพูดถึง 4.0 กันเกือบทุกวัน แต่นักเขียนเราเพิ่งพูดกัน “ผมไม่คิดว่า เราจะแยกออกจากยุคก่อนๆได้ มันน่าจะหลอมรวมกันอยู่ ยุคก่อน 1.0 คือยุคการแลกเปลี่ยน เดี๋ยวนี้การแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งกันและกันก็ยังมีอยู่ แถวบ้านยังมีคนเอากะละมังมาแลกหมาอยู่เลย”
พร้อมร่ายยาวถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกๆนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ ต่อเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม กงล้อการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มหมุนเร็วขึ้น จนกระทั่งหมุนเร็วมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะหมุนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ “รัฐบาลจะทำอะไรก็ทำไป แต่ผมออฟไลน์ อ่านหนังสือรออยู่”
สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานนั้น “เราต้องไม่ละเลยจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม เราจะขอเฝ้าดู ไม่ยุ่งอะไรกับใคร ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จิตวิญญาณสำคัญที่สุด”
นักเขียนรุ่นลายคราม เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม มองการเขียนในยุคปัจจุบันว่า นักเขียนรุ่นใหม่บางคนพบว่าน่าเสียดายพล็อต เพราะผลงานที่เขียนออกมานั้น ไม่ได้นำเอากระแสภายในออกมานั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ในส่วนที่ต้องการเห็นคือ ยุค 4.0 มีการให้ความสนใจเรื่องคอร์รัปชันเรื่องนี้ต้องให้ความยุติธรรม ต้องสะอาด ต้องมีความสุจริตออกมาจากภายใน
อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนและอาจารย์มหาวิทยาลัย มองว่า 4.0 อาจจะเป็นแค่วาทกรรม ไม่ต้องดูอะไรมาก แม้เราจะมีชิปในบัตรประจำตัวประชาชน แต่เราก็ยังต้องถ่ายเอกสารบัตรเมื่อต้องแสดงหลักฐานยืนยันตัวตนกับราชการ เรื่องราวเหล่านี้เป็นความขัดแย้งกัน
ยุคปัจจุบัน น่าสังเกตว่า 1.อาหาร เราไม่รู้ว่าอาหารมาจากไหน 2.สังคมเมือง คนในเมืองใหญ่นับวันจะมีมากขึ้น วัฒนธรรมเมืองมีอำนาจเหนือชนบท 3.สังคมคนอาวุโส คนมีอายุมากขึ้นเพราะการกินอยู่ การดูแลสุขภาพดี สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า
และ 4.อินเตอร์เน็ต คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตกันมาก
ทั้ง 4 ข้อ “เราจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร” นี่เป็นคำถามของนักเขียนที่เกิดจากการเฝ้าสังเกตความเป็นไปของสังคม แล้วมองไปยังประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และลาว น่าแปลกไหมว่า ประเทศสิงคโปร์ เมื่อก่อนมองว่าศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือย แต่หลังยุคสมัยของลีกวนยู สิงคโปร์กลับมาเป็นผู้นำทางด้านศิลปะ เมื่อเป็นอย่างนี้ ไทย พม่า จะทำตัวอย่างไร
หันไปดูอินโดนีเซีย คนอินโดฯพยายามพูดถึงการเปลี่ยนผ่านจากดัตช์ และสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา ขณะที่ลาวกำลังพูดถึงความขัดแย้งกับทุนจีน
ส่วนรายได้ของนักเขียน อนุสรณ์บอกว่า ต่อไปรายได้จะอยู่ที่ “สมาชิก” ข่าว เรื่องราวชนิดวิเคราะห์เจาะลึกนั้น ต่อไปไม่อาจหาอ่านได้ตามเว็บทั่วไป หากแต่ต้องสมัครสมาชิกถึงจะได้อ่าน
ตัวแทนของนักเขียนรุ่นใหม่ “ปราปต์” ตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่คืออะไรกันแน่ พร้อมมองไปที่การหลอมเยาวชนของรัฐ ที่ใครเดินแตกแถวไม่ได้ ทำให้เด็กไม่ได้รับการหลอมมาให้เป็นตัวของตัวเอง อย่างการบังคับให้อ่านหนังสือ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในแง่ของการสร้างงาน ปราปต์กล่าวประชดว่า “ผมอาจจะเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นตัวถ่วงของประเทศ”
ถึงนาทีนี้ พลัง เพียงพิรุฬห์ ตั้งคำถามว่า เรากำลังกลายเป็นวัตถุมนุษย์หรือไม่ และเป็นมนุษย์เสมือนหรือไม่ พร้อมเล่า
ถึงชีวิตประจำวันว่า เลี้ยงไก่ไว้ ไก่มันออกอาการมึนๆ จิกอาหารเหมือนไม่มีจิตวิญญาณ ไม่รู้ว่าจะเป็นไก่เสมือนหรือไม่
และไม่สรุปว่า คนกินไก่แล้ว คนจะกลายเป็นคนเสมือนหรือไม่
สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานของนักเขียนไทยยุค 4.0 พลังบอกว่า ความเป็นนักเขียนไม่ได้อยู่ที่เป็นผู้นำทางความคิดและข้อมูล แต่อยู่ที่การนำเอาศิลปะมาใช้ และต้องเฝ้ามองยุคสมัยอย่างละเอียดลออยิ่งขึ้น
เอาเข้าจริง การสร้างงานไม่ได้อยู่ที่ยุคอะไร แต่อยู่ที่ “มีอะไรและอยากจะบอกอะไร แล้วใช้ศิลปะการเขียน เขียนออกไป”.